กลางฤดูร้อน ต้นไม้บนภูเขาเขียวชอุ่ม ลมจากลำธารพัดคลายความร้อนอบอ้าว
ยวี่ชิวเซี่ยขี่ลาทอดน่องไปช้า ๆ ตะกร้าไม้ไผ่แขวนอยู่ข้างอาน ช่างสบายใจและผ่อนคลาย
“ต้าเฮยเอ๋ย เดินเร็วขึ้นหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นกว่าจะถึงเมืองก็ค่ำมืดพอดี”
ยวี่ชิวเซี่ยลูบหัวลาเบา ๆ
ต้าเฮยราวกับฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง จึงเร่งฝีเท้าขึ้น
สมกับเป็นโลกที่มีเซียนอยู่จริง ที่นี่ต้นไม้เขียวชอุ่ม มองไปสุดสายตาก็เห็นแต่ขุนเขาเขียวขจีสายน้ำใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ไม่รู้ว่าดีกว่าสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบันกี่เท่า
พอเดินทางไกล คนเราก็มักชอบคิดฟุ้งซ่าน
ยวี่ชิวเซี่ยนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นตนเองตายอย่างไร
นางไถเจอโพสต์แนะนำนิยายโพสต์หนึ่ง “บุปผาสูงส่งผู้เย็นชา x เจ้าหญิงน้อยผู้อบอุ่นเจ้าแผนการ คู่จิ้นแบบนี้ฉันอ่านกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย สุดยอดมาก ทุกคนรีบมาดูกันเร็ว”
ยวี่ชิวเซี่ยเห็นคาแรกเตอร์แบบนั้นแล้วตาเป็นประกาย “อะไรนะ ตัวประกอบชายสุดเย็นชาคู่กับเจ้าหญิงน้อยเหรอ ฉันชอบ! บีจีคือที่สุดตลอดกาล!”
“สาวบีจีมาหาเรื่องจงใจยั่วโมโหอีกแล้ว รักต่างเพศเป็นแค่อุบัติเหตุ มีแต่รักเพศเดียวกันเท่านั้นที่เป็นรักแท้ พอแก่ตัวไป คนรักต่างเพศก็ต้องเป็นเอดส์กันแน่”
“??? นี่มันบีจีไม่ใช่เหรอ?”
“เบิกตาหมา ๆ ของแกดูให้ดี นี่มันบีแอล!”
“พ่อแกสิ แกก็ไม่ได้ติดแท็กไว้สักหน่อย คำว่าเจ้าหญิงมีสิทธิ์เอามาใช้กับผู้ชายตรงไหน? ชอบผู้ชายกับผู้ชายมากนักใช่ไหม? พูดตามเหตุผล คู่จิ้นของแกแก่ตัวไปก็โดนคนดูแลฟาดเอา”
“พูดตามเหตุผลนะ คนที่ฉี่ราดอึราดมากที่สุดก็คือพวกที่คลอดลูกแล้วนั่นแหละ เข้าใจกันเองนะ”
คำพูดนี้ทำให้ยวี่ชิวเซี่ยเดือดขึ้นมาทันที
“แกไม่ได้คลานออกมาจากท้องแม่แกหรือไง?”
พอความคิดเห็นกลายเป็นกระแส ก็มีสาวบีแอลเข้ามาโจมตีเพิ่มขึ้นอีก
“ชายรักชายคือมาตรฐานชีวิตที่พวกบีจีไล่ตามไปทั้งชาติก็ไม่มีวันถึง”
“สาวบีจีช่างเหลือเชื่อจริง ๆ พวกแกควรเข้าใจไว้ว่า พอผู้ชายตั้งท้องได้เมื่อไร ผู้หญิงก็จะไม่มีประโยชน์อะไรอีก เด็กผู้ชายกับเด็กผู้ชายต่างหากที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งที่สุด”
“แต่ฉันดูบีแอลก็เพราะไม่อยากเห็นผู้หญิงต้องทนทุกข์ต่างหาก ไปอ่านนิยายเมียรักถูกทรมานกับนิยายย่ำยีผู้หญิงของแกเถอะ จุ๊บ ๆ”
ศึกครั้งนี้ดุเดือดจนฟ้าดินมืดมัว
นอกจากกินข้าวกับนอนแล้ว ยวี่ชิวเซี่ยลืมตาขึ้นมาเมื่อไร ก็เปิดศึกกับคนในช่องความคิดเห็นเมื่อนั้น
“ผู้ชายอยากใช้คำที่ใช้เรียกผู้หญิง ต้องผ่านเงื่อนไขต่อไปนี้ให้ครบทุกข้อ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ หนึ่ง ไปตัดก่อน ไปผ่าตัดแปลงเพศที่ไทย แล้วเสริมหน้าอกด้วย สอง ต้องมีมดลูกและคลอดลูกได้ สาม ต้องเกิดใหม่เป็นผู้หญิง”
พอพูดประโยคนี้ออกไป ก็มีคนเข้ามาด่ามากขึ้นจริง ๆ
เจ้าของโพสต์ถึงกับประกาศกร้าว
“แกคอยดูนะ ฉันจะเปิดโปงข้อมูลส่วนตัวแก!”
“เปิดเลย ฉันรออยู่จ้ะ”
ที่ยวี่ชิวเซี่ยมั่นใจขนาดนี้ก็เพราะนางไม่กลัวเลยว่าอีกฝ่ายจะตามหาตนเจอ
“ต่อให้แกเปิดโปงฉันได้ ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“อย่างมากก็เปิดออกมาได้แค่รูปถ่ายติดบัตรหน้าตรงที่สวยมาตั้งแต่เด็กจนโต ทะเบียนบ้านฉันอยู่ชนบทห่างไกล ต่อให้ส่งไข่แมลงสาบ มูลวัว พวงหรีด หรือใบมีดมา ก็ทำได้แค่วางไว้ที่จุดรับพัสดุในเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบห้ากิโลเมตรเท่านั้น”
“ถ้าแกอยากมาหาเรื่องฉันถึงที่นี่ ที่นี่มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน แกต้องนั่งเครื่องบิน แล้วต่อรถไฟความเร็วสูง ต่อรถโดยสารทางไกล ต่อรถยนต์ส่วนตัว หาคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ต่อรถวัว แล้วสุดท้ายยังต้องปีนเขาอีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้านฉัน แถมมีโอกาสสูงที่จะมาเสียเที่ยว”
“เพราะปกติฉันไม่อยู่บ้าน ฉันขึ้นเขาไปเลี้ยงวัว”
“อีกอย่าง บ้านฉันเลี้ยงหมาเหลืองตัวใหญ่ไว้หลายตัว แกต้องระวังด้วยล่ะ อย่าให้ถูกเข้าใจว่าเป็นคนขโมยหมา ไม่อย่างนั้นพอถูกจับได้ก็จะโดนล่ามไว้ในคอกวัว ต้องตักมูลวัวสามวันสามคืน”
ยวี่ชิวเซี่ยไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าของโพสต์จะเกลียดนางถึงเพียงนี้ ยอมผ่านความลำบากที่กล่าวมาทั้งหมดมาได้ ทั้งยังเปื้อนมูลวัวไปทั้งตัว ก่อนจะคลำทางมาถึงหน้าบ้านนาง
ในบ้านไม่มีใครอยู่ เจ้าของโพสต์จึงวางยาพิษลงในบ่อน้ำกลางลานบ้าน
คืนนั้น หลังอาหาร ยวี่ชิวเซี่ยก็ตายคาที่ แล้วมาโผล่ในโลกนิยายวายแสนประหลาดแห่งนี้
“บุปผาสูงส่งผู้เย็นชา x เจ้าหญิงน้อยผู้อบอุ่นเจ้าแผนการ” ที่เจ้าของโพสต์แนะนำ หมายถึงเซี่ยฉางเชิงกับหลู่ฉืออู๋
ยวี่ชิวเซี่ยขยี้ผมตัวเอง รู้สึกว่าโลกทั้งใบมืดมนไปหมด
แต่ถ้าให้นางกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นางก็ยังจะพูดแบบเดิมอยู่ดี นางมันหัวแข็งแล้วจะทำไม
“ฉันเกิดใหม่แล้ว ครั้งนี้ฉันกลับมาเกิดก่อนคืนที่ศัตรูวางยาพิษ ฉันจะไปใช้มูลวัวถมศัตรูให้ตายในคอกวัวก่อน ให้ศัตรูชดใช้หนี้เลือดด้วยหนี้มูลวัว...”
บนถนนในเมืองหยวนซีมีผู้คนสัญจรไปมา ชาวบ้านไม่น้อยมาซื้อของ ยวี่ชิวเซี่ยที่ขี่ลาอยู่จึงไม่สะดุดตานัก นางสวมหมวกเชิดม่าน
ยวี่ชิวเซี่ยมาถึงหน้าโรงรับจำนำ เถ้าแก่ชราหลังเคาน์เตอร์กวาดตามองคนก่อน แล้วค่อยพิจารณาของ
อายุยังน้อย สวมเสื้อผ้าผ้าหยาบ ใบหน้าถูกหมวกเชิดม่านบังไว้ ดูท่าคงเป็นลูกสาวคนโตของบ้านชาวนาสักแห่งที่ขัดสนจนต้องเอาสินเดิมของแม่มาจำนำแลกข้าวกิน
คนแบบนี้โดยมากไม่มีอะไรให้รีดไถนัก
“จำนำปิ่น”
ยวี่ชิวเซี่ยกดเสียงต่ำ วางปิ่นเงินทั้งห้าดอกเรียงลงบนเคาน์เตอร์ทีละดอก
ดวงตาเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวของเถ้าแก่ชราหรี่ลง แววเจ้าเล่ห์วูบผ่านก้นบึ้งดวงตา
“ของพวกนี้มีค่าแค่หินวิญญาณชั้นต่ำสองก้อน”
“อ้อ งั้นไม่จำนำแล้ว”
ยวี่ชิวเซี่ยคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา บนถนนก็ไม่ได้มีแค่โรงรับจำนำของเขาแห่งเดียว
เห็นนางจะไป เถ้าแก่ชราก็รีบรั้งไว้พลางยิ้มประจบ “นี่เป็นราคาสูงสุดแล้วนะ ลองไปถามร้านรับจำนำอื่นในถนนเส้นนี้ดูสิ จะมีร้านไหนให้ราคาดีเท่าข้า ปิ่นเงินของเจ้าเป็นแบบที่ตกยุคไปแล้ว แถมยังเป็นของมือสอง พอข้ารับซื้อมาแล้วก็ขายต่อไม่ออก ยังต้องติดต่อช่างมาทำใหม่อีก แม่หนูน้อย รับข้อเสนอนี้ไปเถอะ”
“ของพวกนี้เป็นแบบคลาสสิก จะเรียกว่าตกยุคได้อย่างไร?” จะว่าไป สายตาของหลู่ฉืออู๋ดีจริง ๆ เสื้อผ้ากับเครื่องประดับที่ซื้อให้นางล้วนมีรสนิยม เรียบง่ายและสง่างาม
วันนี้ก่อนออกจากบ้าน นางยังจงใจเลือกเสื้อผ้าตัวเก่าจากตู้มาใส่ จะได้ไม่โดนคนปล้นระหว่างทาง เพราะแดนมนุษย์ธรรมดาแห่งนี้ไม่ค่อยสงบสุขนัก
“คุณหนูตระกูลใหญ่สมัยนี้ไม่ชอบแบบคลาสสิกกันแล้ว ชอบแบบแปลกใหม่มากกว่า ปิ่นของเจ้าเอาไปที่อื่น บางทีอาจได้แค่หินวิญญาณชั้นต่ำก้อนเดียว แต่ข้าให้เจ้าสองก้อน นับว่าคุ้มมากแล้ว”
ปิ่นเงินพวกนี้ปกติก็แทบไม่เคยหยิบมาใส่ จะบอกว่าเป็นของใหม่ก็ยังมีคนเชื่อ
เดิมทีตัวละครหญิงร้ายมีนิสัยตระหนี่หวงเงิน เก็บเสื้อผ้ากับเครื่องประดับสวย ๆ ไว้ แต่ไม่ยอมสวมใส่
สำหรับยวี่ชิวเซี่ย นิสัยที่ไม่น่ารักแบบนี้ชวนให้รู้สึกสงสารอยู่เรื่องเดียว
สงสารตัวเอง
ฉันนี่โง่จริง ๆ
เสื้อผ้าเก็บไว้ไม่ใส่ เครื่องประดับเก็บไว้ไม่สวม ต่อไปถ้ารูปร่างเปลี่ยน หรือผมร่วงจนหัวล้าน ถึงตอนนั้นก็ใส่อะไรก็ไม่ได้ สวมอะไรไม่ขึ้นแล้ว
เห็นยวี่ชิวเซี่ยยังไม่หวั่นไหว เถ้าแก่ชราก็กัดฟัน “งั้นให้หินวิญญาณชั้นต่ำสามก้อน พอใจหรือยัง? เพิ่มกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ ข้าขาดทุนอยู่ด้วยซ้ำ”
ท่าทางทำเป็นขาดทุนอย่างเกินจริงของชายผู้นี้ กลับทำให้ยวี่ชิวเซี่ยจับได้ว่ายังมีช่องให้ต่อราคาอีกมาก
“ไม่ได้”
เถ้าแก่ชราลูบเคราใต้คาง พลันรู้ตัวว่าตนเจอคนรู้ทันเข้าให้แล้ว
อีกฝ่ายไม่ใช่สาวชาวนาธรรมดาที่พูดอะไรก็เชื่อเหมือนคนก่อน ๆ ดูท่าวันนี้คงหวังฟันกำไรจากนางไม่ได้แล้ว
“ราคาตลาดของสิ่งนี้ ข้ารู้อยู่แก่ใจ เมื่อครู่ข้าให้ราคาต่ำไป ไม่ทราบว่าคุณหนูคาดหวังราคาเท่าใด?”
ยวี่ชิวเซี่ยยกมุมปาก ริมฝีปากบางขยับเอ่ย “ยี่สิบหินวิญญาณชั้นต่ำ”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” นี่มันเรียกราคาสูงเกินไปแล้ว เถ้าแก่ชราเป่าหนวดถลึงตา “คุณหนูไปหาร้านอื่นเถอะ”
ยวี่ชิวเซี่ยหยิบปิ่นเงินดอกแรกที่หลู่ฉืออู๋เคยมอบให้นางออกมาอย่างไม่รีบร้อน
หยกเขียวเหอเถียนบนหัวปิ่นมีสีราวกับแอ่งน้ำลึกในปลายฤดูใบไม้ผลิ เนื้อหยกชุ่มฉ่ำ เนียนใสกลมกลึง
“ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราคาตลาดของหยกเขียวเหอเถียนชั้นดีสูงขึ้นไม่หยุด หยกชิ้นนี้ไม่มีตำหนิหรือรอยร้าว หายากในท้องตลาด ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งซื้อมาด้วยราคาสูง แค่ปิ่นดอกนี้ดอกเดียวก็ใช้หินวิญญาณชั้นต่ำไปยี่สิบห้าก้อนแล้ว”
“บังเอิญที่บ้านเกิดเรื่อง ต้องใช้เงินด่วน ข้าถึงได้ปลอมตัวมาจำนำที่นี่ ไม่อย่างนั้นต่อให้พูดอย่างไรข้าก็ไม่ยอมขายหรอก แค่ปิ่นดอกนี้ดอกเดียวก็มีค่าถึงยี่สิบหินวิญญาณชั้นต่ำแล้ว ส่วนปิ่นเงินที่เหลือ ข้ายกให้ท่านก็แล้วกัน”
เถ้าแก่ชราได้ยินแล้วชะงักไป แม้หญิงสาวจะสวมหมวกเชิดม่าน แต่แผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นสน รูปร่างสูงเพรียว ท่าทางก็ดูไม่เหมือนคนที่มาจากครอบครัวชาวนาธรรมดาจริง ๆ
หรือว่าเขาจะบังเอิญได้ของดีจากหงส์ตกอับเข้าจริง ๆ?
“คุณหนูใจกว้างนัก เป็นข้าที่ตาถั่ว มองหยกก้อนนี้ต่ำไป ยี่สิบหินวิญญาณ ตกลง”
ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนเองได้เปรียบ
เถ้าแก่ชรายิ้มแย้มกล่าวลายวี่ชิวเซี่ย
ความจริงปิ่นเงินดอกนี้ซื้อมาหลายปีแล้ว ตอนที่ซื้อ หยกเขียวเหอเถียนยังไม่แพง หินวิญญาณชั้นต่ำก้อนเดียวก็ซื้อได้แล้ว
ยวี่ชิวเซี่ยเก็บหินวิญญาณใส่ถุงที่แนบลำตัว น้ำหนักอันอัดแน่นทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
เงินที่ต้องเก็บให้พอสำหรับค่าเดินทางหนี ห่างจากเป้าหมายเข้ามาอีกก้าวแล้ว
……
