คำว่า ‘ลู่หมิงเฉียว’ หลุดออกมาจากริมฝีปากแดงชุ่มของหญิงสาว
ลู่หมิงเฉียวรู้สึกว่าสายที่เรียกว่า ‘เหตุผล’ ในหัวขาดผึงลง!
มือที่รวบรัดเอวของซังหลิงแน่นขึ้นฉับพลัน จนเธอหลุดเสียงร้องเบา ๆ
“ลู่หมิงเฉียว… เจ็บ!”
ลู่หมิงเฉียวได้สติกลับมาอย่างฉับพลัน
เขาก้มมอง หยาดเหงื่อเม็ดหนึ่งไหลลงจากขมับ
ลมหายใจของเขาเริ่มไม่สม่ำเสมอ
น้ำเสียงเย็นชา กระทั่งเคร่งขรึมอยู่เสมอ เจือความแหบพร่าอยู่หลายส่วน
“ซังหลิง เรียกชื่อฉันอีกครั้งสิ” เขาก้มลง เอ่ยเกลี้ยกล่อมเธออย่างอ่อนโยน
ดวงตาของซังหลิงแดงก่ำร้อนผ่าว เธอขยับเข้าไปซุกในอ้อมแขนของลู่หมิงเฉียวไม่หยุด
เสียงเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ลู่หมิงเฉียว… ลู่หมิงเฉียว…”
ถ้อยคำที่เหลือถูกจูบอันเร่าร้อนปิดผนึกไว้จนหมด
ซังหลิง… อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน!
……
ซังหลิงถูกกลั่นแกล้งเสียจนหมดสภาพ
ไอ้ลู่หมิงเฉียวนี่มันเลวสมชื่อจริง ๆ ไม่ต่างจากหมาป่าป่าที่คาบเนื้อชิ้นโตแล้วไม่ยอมปล่อยเลยสักนิด
เนื้อตัวเธอชุ่มเหงื่อ ร่างเล็กถูกกักไว้ในอ้อมอกและวงแขนของชายหนุ่ม
แนบสนิทจนแทบไม่มีช่องว่าง
ความรู้สึกทรมานที่เล่นงานเธอค่อย ๆ บรรเทาลงภายใต้การปลอบประโลมของลู่หมิงเฉียว
เปลือกตาของเธอชื้นวาว แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเหงื่อหรือน้ำตา หรือว่า… เป็นหยาดน้ำที่ใครบางคนทิ้งไว้ยามจุมพิตไปทั่วร่างของเธอกันแน่?
แพขนตาเปียกชื้นของเธอหลุบต่ำ มือเล็กอ่อนปวกเปียกไถลจากไหล่ของลู่หมิงเฉียว
วินาทีถัดมา—
ก่อนที่มือจะร่วงลงไปถึงกลางอากาศ ก็ถูกอีกฝ่ายรวบกลับไปกุมไว้ในฝ่ามืออย่างเอาแต่ใจ
……
ไม่รู้ว่าจบลงตั้งแต่เมื่อไร
