ซังหลิงอดทนมาตลอดทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แต่พอได้ยินเสียงซังเหล่ยดังขึ้น น้ำตาก็ไหลพรากทันที
เธอยื่นมือที่ถลอกจนพองให้ซังเหล่ยดู “ทำไมพี่เพิ่งกลับมา! ดูสิ มือฉันพังหมดแล้ว”
น้ำตาของเธอหยดแหมะ ๆ ราวกับไข่มุก ช่างเป็นคนขี้แยเสียจริง
ซังเหล่ยปวดใจแทบแย่ “ทำไมไม่รู้จักลางานล่ะ รอพี่กลับมาก่อนค่อยว่ากันก็ได้ เมื่อวานเพิ่งมาถึง วันนี้เช้าขนาดนี้ก็ไปทำงานทำไม”
ถ้าใช้ชีวิตตามตารางประจำวันของซังหลิงที่บ้าน เธอควรจะนอนจนตื่นเอง บ้านมีแม่บ้านคอยเตรียมอาหารให้
ซังหลิงคนก่อนแทบเรียกได้ว่าไม่เคยต้องหยิบจับงานบ้านเลย
ซังหลิงโมโห “พี่ยังจะดุฉันอีกเหรอ! แล้วฉันจะทำยังไงได้ ฉันลงชนบทมาแล้ว ยังไงก็ต้องทำงานเข้าสักวัน” เธอเช็ดน้ำตา ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า ชีวิตแบบนี้เธอทนต่อไปไม่ไหวแม้แต่วันเดียว แต่วันเช่นนี้ยังมีอีกนับไม่ถ้วนรอเธออยู่
ซังเหล่ยจับข้อมือเธอมาตรวจดูอย่างละเอียด พลันทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา
“พี่จะลองหาทางดูนะ คิดก่อน...”
พี่น้องทั้งสองไม่ทันสังเกตว่าฉินจื้อหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไร
ดวงตาดำลึกล้ำของชายหนุ่มจับจ้องฝ่ามือที่ถลอกของหญิงสาวตัวน้อย ตุ่มพองจากการเสียดสีสองสามเม็ดมันวาว สำหรับเขาแล้วมันไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่กับสาวน้อยแสนบอบบางคนนี้ คงเจ็บแทบตายแน่
จู่ ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น “ลางานก่อนเถอะ”
พอได้ยินเสียงฉินจื้อ ซังเหล่ยก็รีบหันไปมอง “ฉินจื้อ นายยังไม่กลับบ้านเหรอ! ใช่ ๆ ลางานก่อน มือเธอทำงานต่อไม่ได้แล้ว”
