“ซังหลิง”
ระหว่างทางลงเขา ทั้งคู่เงียบมาตลอด เซี่ยซือเหมียนไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวราวกับก้อนหินมหึมาที่กดทับลงบนบ่า เขาก็ยิ่งไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองมีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
เมื่อเห็นว่าจุดพักเยาวชนใกล้เข้ามาทุกที เซี่ยซือเหมียนจึงเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“หืม?” ซังหลิงหันไปมองเขา ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเซี่ยซือเหมียนที่เธอเห็นจึงดูมีเรื่องหนักใจอยู่เสมอ “มีอะไรเหรอ?”
“นี่...ให้คุณ”
เซี่ยซือเหมียนหยิบเงินก้อนหนึ่งที่เพิ่งหาได้เมื่อไม่นานมานี้ ยื่นให้ซังหลิง
“ตอนนี้ผมมีแค่นี้ แต่ผม...ผมจะหาทางเพิ่มให้ได้ ซังหลิง คืนนี้ขอบคุณนะ”
ซังหลิงมองเงินที่ถูกยัดใส่มืออย่างประหลาดใจ กะคร่าว ๆ ก็เห็นว่ามีธนบัตรใบใหญ่หลายใบ
นี่เรียกว่าน้อยเหรอ?
ซื้อเสบียงได้ตั้งเยอะเลยนะ
“ค่ายาแพง คุณเอาเงินนี่ไปใช้ก่อน ผมปล่อยให้คุณออกค่ารักษาแทนไม่ได้ ส่วนค่าตอบแทนที่พาคุณไปหาหมอ...ผมคงต้องติดไว้ก่อน”
เซี่ยซือเหมียนรู้สึกด้อยค่าจนถึงที่สุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาซังหลิง
เขาพูดคำไร้ยางอายแบบนี้ออกมาได้ยังไง? เด็กสาวอุตส่าห์ฝ่าลมหนาวเดินเป็นเพื่อนเขามาตั้งไกล ทั้งยังเสี่ยงถูกคนพบเห็น แล้วตัวเขาล่ะ? กลับให้อะไรเธอไม่ได้เลย
“เฮ้อ”
ซังหลิงถอนหายใจ ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเซี่ยซือเหมียนอายุยังน้อย แต่กลับมีปัญหารอบด้านถึงเพียงนี้
เธอหยุดเดินแล้วจิ้มหน้าอกเขาเบา ๆ
“เซี่ยซือเหมียน มองฉันสิ”
เซี่ยซือเหมียนเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย ดวงตาดำสนิทของเขาคล้ายมีหมอกบาง ๆ ปกคลุมอยู่
