ทั้งสองผละออกจากกัน
ความหยอกเย้าเจือความร้ายกาจเล็ก ๆ น้อย ๆ คล้ายระลอกคลื่น ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา
มู่เส้าฮางหมดแรงจะเถียง จึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “ช่างเถอะ”
ซังหลิงปิดหนังสือแล้วนำไปคืนที่ชั้น
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะใสซื่อขนาดนี้”
“ผม...”
คารมคมคายของมู่เส้าฮางพอมาถึงหน้าซังหลิงก็คล้ายถูกติดสถานะ ‘ความเงียบเป็นทอง’ จนแทบแสดงฝีมือออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบ
ถึงซังหลิงจะปล่อยตัวตามสบาย แต่ยังไงก็ต้องทำท่าให้เหมือนกำลังหาอะไรอยู่บ้าง
เธอพลิกดูของบนโต๊ะเขียนหนังสืออย่างลวก ๆ
ปากกาขนนกเก่าคร่ำคร่าที่มีร่องรอยกาลเวลา กระดาษเหลืองกรอบ... โคมไฟตั้งโต๊ะห้อยระย้าด้วยคริสตัล...
แล้วมุมหนึ่งของ ‘อักขระพันธสัญญาเลือด’ ก็โผล่ออกมาจากใต้โคมไฟ
ซังหลิง “...”
มู่เส้าฮางเพิ่งหันกลับไปได้ไม่กี่วินาที สายตาก็อดวกกลับมาหาซังหลิงไม่ได้
แน่นอนว่าเขาไม่พลาดสีหน้าชะงักงันชั่วขณะของเธอ ดูเหมือนจะทั้งลังเลทั้งพูดไม่ออก?
“พรืด...”
เขากลั้นไม่อยู่จนหัวเราะออกมา
“ยินดีด้วยนะ หาไอเทมเจอเร็วขนาดนี้”
ซังหลิงพลิกการ์ดเล่นในมือ พลางมองเขา “ดูเหมือนคุณจะตั้งตารออยู่มากนี่นา ไม่งั้นยกไอเทมให้คุณดีไหม?”
“เอ่อ ไม่ต้องก็ได้”
มู่เส้าฮางรีบปฏิเสธ
เขาไม่ลืมหรอกว่าคนที่ได้ไอเทมไปจะมีสิทธิ์ท้าทายแดร็กคูลา
ให้เขาจ้องตากับอวี้จื่อเฉินน่ะหรือ? แค่คิดก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว
ซังหลิงถอนหายใจเบา ๆ
“งั้นก็ได้”
เธอเก็บการ์ดแล้วเดินไปทางประตู
