เมื่อวันเวลาผ่านไป ความคิดเช่นนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
เยี่ยนหลิงอวิ๋นเองก็ตระหนักได้ว่า เนี่ยเสวียนเฟิงกับเยี่ยนชิงเยว่ไม่สนใจว่าซังหลิงจะเป็นไทเฮาหรือจักรพรรดินี
สิ่งสำคัญที่สุดคือ นางต้องเป็นผู้ที่สูงส่งที่สุดในใต้หล้า
หากใครกล้าคิดหมายตำแหน่งของนาง ก็รอให้ศพแยกเป็นชิ้นได้เลย
เยี่ยนหลิงอวิ๋นดูเหมือนกุมอำนาจใหญ่หลวงในราชสำนัก ทว่าแท้จริงแล้ว เขากับอวี๋จิ้น เนี่ยเสวียนเฟิง และอวี๋เฟยหว่าน ต่างก็ถ่วงดุลอำนาจกันและกันมิใช่หรือ?
เดิมทีเขาคิดว่าซังหลิงเป็นเพียงหุ่นเชิดที่พวกเขาชักใย
แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เห็นซังหลิงตัดสินใจ เขาก็อดทึ่งในสติปัญญาของนางไม่ได้
หากไม่นับเรื่องที่เป็นสตรี นางเหมาะจะนั่งบัลลังก์นั้นยิ่งกว่าผู้ใด
ความสามารถของนางยังช่วยชดเชยข้อด้อยในยุคที่บุรุษเป็นใหญ่ได้พอดี
ห้าปีต่อมา
เพราะซังหลิงทำได้ดีเกินไป ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ ตลอดจนประชาชน ต่างรู้จักแต่ไทเฮา ไม่รู้จักฮ่องเต้น้อยอีกต่อไป
อีกหนึ่งปีผ่านไป
เจ้าอาวาสวัดพิทักษ์แผ่นดินออกจากการปลีกวิเวก แล้วทำนายดวงชะตาให้นาง ก่อนกล่าวตรง ๆ ว่านางมีชะตาหงส์มาแต่กำเนิด หากได้ปกครองใต้หล้า ก็จะรักษาแผ่นดินให้สงบสุขได้นานนับร้อยปี
ประชาชนจึงพากันถวายฎีกาด้วยความสมัครใจ ยินดีให้ไทเฮาขึ้นเป็นประมุข ขอให้นางช่วยนำความผาสุกมาสู่พวกเขา
ฮ่องเต้น้อยเพิ่งเริ่มเรียนรู้ ยังไม่ประสีประสา แต่ก็คุกเข่าตามขุนนางทั้งหลาย ประคองตราหยกบัญชาสวรรค์ไว้ในมือ พร้อมสละราชบัลลังก์ด้วยความสมัครใจ
ซังหลิงปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อขุนนางและประชาชนยื่นคำร้องหลายครั้ง ในปีที่เจ็ดหลังขึ้นเป็นไทเฮา นางก็ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ
