คนที่พูดคือจงอี้ เธอเป็นเด็กสาวจิตใจดี
“งั้นเธอไปเถอะ พวกเราจะรออยู่ตรงนี้” เคอซินเล่นจนเหนื่อยแล้ว จึงกลับมาเกาะซังหลิงอีกครั้ง หนุนศีรษะบนไหล่เธอแล้วสูดดมเหมือนลูกหมา “หลิงหลิง ตัวเธอหอมจังเลย”
ซังหลิงดันหัวเธอออก “อย่ามาซุกไปทั่วสิ จั๊กจี้นะ”
เคอซินหัวเราะคิกคัก ก่อนจะสำรวมลงเล็กน้อย
พวกเธอยืนอยู่ตรงปากบันได มองสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างเบื่อหน่าย
ปราสาทเก่าแก่มีขนาดใหญ่เกินไป อีกทั้งยังมีคนอยู่น้อย จึงดูว่างเปล่าเป็นพิเศษ
จงอี้กลับมาอย่างรวดเร็ว
“คนนั้นล่ะ?”
“ดูเหมือนเธออารมณ์ไม่ค่อยดี บอกว่าอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียวสักพัก”
จงอี้มองไปทางซังหลิง
ซังหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นพวกเราลงไปกันเถอะ”
เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายให้คนอื่นฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
ทุกคนเดินชมชั้นล่างอยู่พักหนึ่ง พ่อบ้านแจ้งว่าบางพื้นที่ทรุดโทรมเพราะไม่ได้ซ่อมแซมมานาน อีกส่วนหนึ่งเป็นเขตส่วนตัวของเจ้าของปราสาท พื้นที่เหล่านั้นล้วนล็อกไว้ หากพวกเขาเผลอบุกเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ ก็ขอให้ออกมาโดยเร็วและอย่าอยู่ต่อ
ทุกคนขานรับอือ ๆ แต่ไม่รู้ว่าฟังเข้าหูบ้างหรือเปล่า
แถวนี้ราวหกโมงเย็นก็ฟ้ามืดแล้ว มื้อค่ำที่ห้องครัวเตรียมไว้หรูหราอลังการ คนรับใช้ในชุดโกธิกยกอาหารขึ้นโต๊ะ เครื่องเคลือบรองรับอาหารที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น
ซี่โครงหมูย่างถ่านกับเนื้อกวางอบ พายไส้เห็ดป่าที่ใส่เห็ดทรัฟเฟิลดำ และแน่นอนว่าขาดไวน์แดงไปไม่ได้
พวกหนุ่มสาวยังตื่นเต้นกันไม่หาย ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะยาว มองเทียนที่กำลังลุกไหม้อยู่ท่ามกลางความมืดสลัว เงาเทียนที่ไหวระริกสั่นพลิ้วอยู่ในใจของทุกคน
“บรรยากาศดีเกินไปแล้ว รู้สึกเหมือนพวกเรากำลังถ่ายหนังกันเลย”
