ลู่หมิงเฉียวสูดหายใจลึก “ฉันไม่ได้ดุเธอสักหน่อย”
ซังหลิงเถียงกลับ “คุณดุฉันชัด ๆ! ตอนนี้คงได้ใจสุด ๆ ไปเลยสินะ ต่อไปอยากรังแกฉันเมื่อไรก็ทำได้ตามใจแล้ว”
ลู่หมิงเฉียวทั้งขำทั้งฉุน
เขากุมข้อมือเรียวเล็กของซังหลิงไว้ ปลายนิ้วด้านหยาบลูบไล้ผิวด้านในข้อมือเธอแผ่วเบา
“ซังหลิง คนเราจะเอาแต่ใจไร้เหตุผลแบบนี้ไม่ได้”
เธอตบหน้าเขาตั้งสามครั้ง ยังจะมาพูดว่าเขารังแกเธออีกหรือ?
ซังหลิงคิดว่าตัวเองมีเหตุผลมาก
“งั้นคุณบอกมาสิ ตอนอยู่บ้านจี้ชิงอัน ฉันเชื่อฟังคุณมากใช่ไหม ฉันไม่ได้กินเนื้อวัวที่เขาให้ ใช่หรือเปล่า”
ลู่หมิงเฉียวเถียงไม่ออก “ใช่ เรื่องนี้เธอเชื่อฟังดีมาก”
ซังหลิงว่า “แต่คุณกินข้าวไส้กรอกของฉันไป วันนี้ฉันหิวทั้งวันเลยนะ!”
ดวงตาเธอแดงก่ำ น้ำตาใสเอ่อคลออยู่ในนั้น
แววตาฟ้องว่าเธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพียงใด
ลู่หมิงเฉียวกลับรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปจริง ๆ
“เสบียงที่ฉันเก็บมามีไส้กรอก เดี๋ยวฉันทำข้าวไส้กรอกสด ๆ ให้เธอจานหนึ่ง”
ซังหลิงฟังแล้วสูดจมูก ท้องเหมือนจะยิ่งหิวกว่าเดิม
“แต่คุณยังไม่ได้ขอโทษฉันเลย”
ลู่หมิงเฉียวเอ่ย “ขอโทษ ฉันไม่ควรกินข้าวไส้กรอกของเธอ”
ซังหลิงแทบกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ แต่พอนึกได้ว่าตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะควบคุมลู่หมิงเฉียว เธอจะมาเสียท่าในช่วงสำคัญไม่ได้เด็ดขาด
เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย พูดอย่างถือดี “แล้วก็มีอะไรอีก?”
ลู่หมิงเฉียวคิดจนแทบสมองแตก สุดท้ายจึงตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย
“เธอพูดมา ฉันฟังอยู่”
