ซังหลิงแค่อารมณ์พาไปชั่วขณะ เดิมทีเธอก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งหรืออดทนเก่งอะไรนัก
พอร้องไห้เสร็จ เธอก็รู้สึกอับอายเสียเอง
บ้าจริง! สภาพน่าอับอายของเธอดันถูกลู่หมิงเฉียว คนที่เธอเห็นแล้วขัดตาเห็นเข้าเสียได้
ไม่รู้ว่าเขาจะแอบหัวเราะเยาะเธอในใจแค่ไหน!
ลู่หมิงเฉียวยืนนิ่งมาตลอด ร่างกายครึ่งซีกแข็งทื่อจนแทบไม่รู้สึกถึงมันแล้ว
คนในอ้อมแขนดูเหมือนจะเงียบลง
เขาก้มมองอย่างลังเล ก่อนเอ่ยว่า “คุณ...”
“ห้ามพูดนะ!”
ซังหลิงทำเสียงดุขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าจมูกยังอู้อี้ จะดุอย่างไรก็ดุไม่ขึ้น
เธอพูดอย่างกระอักกระอ่วน “คุณ...คุณรีบลืมเรื่องเมื่อกี้ไปซะ”
ลู่หมิงเฉียว “...”
เขาทั้งขบขันทั้งจนใจ
“ซังหลิง หลอกตัวเองสนุกมากหรือไง”
ซังหลิงโมโหจนเตะหน้าแข้งเขาไปทีหนึ่ง
“ไม่ต้องมายุ่ง! ยังไงคุณก็ห้ามพูดถึง!”
น่าอายชะมัด น่าอายชะมัด น่าอายชะมัด!
ลู่หมิงเฉียว “...ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
เธอต่างหากที่พูดถึงอยู่ฝ่ายเดียว
ซังหลิงผลักเขาออก
บนใบหน้าเล็กยังมีคราบน้ำตา เธอรีบหันหลังแล้วปาดหน้าไปสองสามที
“ลู่หมิงเฉียว คุณนี่ไม่น่าคบเอาเสียเลย”
เวลาแบบนี้ เขาพูดปลอบใจสักหน่อยไม่เป็นหรือไง?!
ทื่อเสียจริง ไม่แปลกที่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้หญิงคนไหนชอบเขา! เห็นได้ชัดว่าสมัยนี้ผู้หญิงตาแหลมกันทั้งนั้น ไม่มีทางมองผู้ชายไร้อารมณ์ขันแบบนี้หรอก
ลู่หมิงเฉียวไม่สนใจว่าซังหลิงกำลังแต่งเรื่องนินทาเขาในใจหรือเปล่า พอเห็นเธอหยุดร้องไห้ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะนอกจากเงียบ เขาก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอย่างไรให้เธอหยุดร้อง
