ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขนทำให้ลู่หมิงเฉียวไม่อาจแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกได้
เขาลืมตาพรึ่บ แล้วหันไปมองข้างหมอนทันที—
เงาของกระต่ายหายไปไหนแล้ว
นี่มันเปลี่ยนคนเป็นกระต่ายได้ชัด ๆ!
ลำคอแห้งผาก เขาถูกยั่วจนไฟลุกโชนไปหมด
ลู่หมิงเฉียวคว้ามือซังหลิงไว้แน่น กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ออกมารอบตัว ก่อนเอ่ยเตือนเสียงขุ่น “ซังหลิง คุณทำอะไร?!”
ซังหลิงยังงัวเงีย เธอเงยหน้าขึ้น เพราะไฟดับไปนานแล้ว แสงเดียวในห้องจึงมีเพียงแสงจันทร์อันริบหรี่
ยามอยู่ในความมืดมิด ใบหน้าคมคายของชายหนุ่มยิ่งดูดุดันขึ้น
เธอยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่านี่คือเรื่องจริงหรือความฝัน
ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้เธอจะคิดว่าตัวเองยังคงเกลียดลู่หมิงเฉียว แต่ลึก ๆ แล้วกลับอดพึ่งพาเขาไม่ได้
พอถูกดุ เสียงของซังหลิงก็เจือสะอื้นขึ้นมา
เธอพูดเสียงสั่น “ลู่หมิงเฉียว คุณจะดุอะไรนักหนา! ฉันทรมานจะแย่อยู่แล้ว คุณมองไม่เห็นหรือไง?”
ลู่หมิงเฉียวหันไปมองเธอ—
เพียงแวบเดียวก็เหมือนถูกทิ่มตา เขารีบเบือนหน้าหนี
ไม่มองเสียยังดีกว่า
เขาคว้าผ้าห่มมาคลุมซังหลิงจนมิดชิด
ปล่อยให้เธอดิ้นกระดุกกระดิกอยู่ข้างในเหมือนดักแด้
ลู่หมิงเฉียวกระโดดลงจากเตียง แล้วกระชากม่านหน้าต่างปิดดังพรึ่บ!
คราวนี้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท มองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
ซังหลิงแทบคลุ้มคลั่ง คำด่าที่เปล่งออกมาก็ฟังแทบไม่เป็นประโยค
อากาศในห้องชื้นอบอ้าวจนเธอรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
