ร่างกายเดิมของเจ้าของร่างนี้อ่อนแอมากจริง ๆ พอผ่านไปหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นซังหลิงก็รู้สึกว่าจมูกเริ่มตันเล็กน้อย
หลังรับประทานอาหารเช้า เธอให้พี่หงหยิบปรอทวัดไข้มาช่วยวัด อุณหภูมิร่างกายก็สูงถึง 38.6 องศาแล้ว
พี่หงเรียกหมอพลางรู้สึกเหลือเชื่อไปด้วย “นี่เพิ่งปลายเดือนตุลาคมเองนะ ยังเป็นช่วงที่อากาศร้อนแทรกฤดูใบไม้ร่วงอยู่เลย”
แต่ใครจะรู้ล่ะ ซังหลิงป่วยไปแล้วจริง ๆ
หมอมาถึงบ้านแล้วฉีดยาให้ซังหลิงหนึ่งเข็ม
ช่วงเย็น หรงหยวนได้รับข้อความจากสาวน้อย
【พี่คะ หนูป่วย วันนี้ต้องฝากพี่ช่วยดูแลลูกแมวก่อน ได้ไหมคะ?】
ตอนนั้นหรงหยวนกำลังเรียกผู้บริหารมาประชุมตรวจบัญชีอยู่ในไนต์คลับ
เขาคาบก้นบุหรี่ไว้พลางคิดว่า ด้วยสภาพร่างกายแบบนี้ ถ้าออกจากตระกูลซังไปแล้วจะทำอย่างไร
เกิดมาพึ่งพาคนอื่นเลี้ยงดูโดยแท้
แถมยังต้องทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดีอีกด้วย
เมื่อตรวจบัญชีใกล้เสร็จ หรงหยวนเหลือบมอง ก่อนเคาะนิ้วลงบนสมุดบัญชีเบา ๆ “เอาละ พอแค่นี้ก่อน ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเองได้”
เหล่าผู้บริหารพากันถอนหายใจโล่งอก ต่างก้มคำนับหรงหยวนซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งด้านล่างของประธาน ก่อนทยอยออกจากห้องประชุม
ที่นั่งประธานในห้องประชุมเป็นของซังเต๋อฟา เวลาที่เขาไม่มา หรงหยวนก็ไม่เคยนั่งตรงตำแหน่งนั้น แต่จะนั่งตรงที่นั่งด้านล่างแทน
บางคนบอกว่าซังเต๋อฟาเลี้ยงสุนัขไว้ได้ดี บางคนก็บอกว่าหรงหยวนไม่รู้จักแค้นฝังใจ ทั้งที่พ่อแท้ ๆ ของเขาตายอย่างอนาถ แต่เขากลับยอมรับโจรเป็นพ่อ
แต่ไม่ว่าในใจคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไร พอมาอยู่ต่อหน้าหรงหยวนเข้าจริง ๆ ต่างก็กลายเป็นสุนัขที่หางจุกตูดกันทั้งนั้น