เวินฝานเยี่ยนเม้มปาก มือกำมือแม่นมสี่แน่น “ไม่เป็นไร หลิงหลิง...นางน่าจะรู้จักประมาณตน เฉิงเจ๋อมากที่สุดก็แค่โดนตีสักยก เจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้าง...”
แต่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก
ทำได้เพียงหวังว่าบุตรชายจะรู้จักดูสถานการณ์ อย่าไปหาเรื่องกับอาหญิงของตน
ซังหลิงไม่ให้ใครตามไป นางผลักประตูเข้าไปเพียงลำพัง
ประตูหน้าต่างในห้องปิดสนิท แสงสลัว มองแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัด
บนเตียงมีผ้าห่มนูนเป็นก้อนเล็ก ๆ เด็กหนุ่มซุกตัวอยู่ข้างใน พลางพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ท่านแม่! ข้าบอกไปกี่ครั้งแล้วว่าไม่อยากกินข้าว อย่ามากวนข้าอีก—อ๊าก!!”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีบางสิ่งกระแทกเขาอย่างแรงผ่านผ้าห่ม
ซังเฉิงเจ๋อถึงกับมึนงง
ท่านแม่ของเขาเสียสติไปแล้วหรือ?
ซังเฉิงเจ๋อกระชากผ้าห่มลงทันที
เบื้องหน้าเตียง ซังหลิงยืนกอดอก ดวงตาหงส์มองเขาจากด้านบน ราวกับกำลังมองมดปลวก
ริมฝีปากแดงระเรื่อแฝงแววเย้ยหยัน
“ที่แท้ก็ยังหายใจอยู่ แล้วหลบอยู่ใต้ผ้าห่มไปกกอะไรล่ะ”
ซังเฉิงเจ๋อพูดไม่ออก ปากคอเราะร้ายเสียจริง!
เขากัดฟัน พลันทำท่าราวกับไก่ชน
“เจ้ามาทำอะไร! จวนกั๋วกงไม่ต้อนรับเจ้า!”
“ข้าแซ่ซัง มาที่นี่แล้วผิดตรงไหนหรือ?”
ซังหลิงมองเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม น้ำเสียงชอบธรรมเต็มที่ทำให้เด็กหนุ่มโกรธจนหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก
“เจ้าคู่ควรจะแซ่ซังหรือ? ก็เป็นท่านหญิงสูงส่งของเจ้าไปเถอะ! จวนกั๋วกงต่ำต้อยเกินกว่าจะคู่ควรกับฐานะของเจ้า!”
ซังหลิงมองเด็กหนุ่มที่เผยอารมณ์ออกมาชัดเจน แววเย็นชาแวบผ่านดวงตา
