เมื่อซังหลิงได้ยินคำพูดของเพื่อนเจียงเชียนอวี่ เลือดก็สูบฉีดขึ้นมาทั่วร่าง ความอับอายถาโถมจนแทบทนไม่ไหว
เธอคิดว่าสาเหตุที่เจียงเชียนอวี่อารมณ์ไม่ดี จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เธอทำเมื่อคืนแน่ ๆ
เจียงเชียนอวี่คงโกรธแล้ว…
เพื่อน ๆ ของเขาก็รู้กันหมดแล้วหรือเปล่า พวกเขาจะคิดไหมว่าเธอกระหายเรื่องอย่างว่า ไม่รู้จักอาย
ชั่วขณะนั้น ซังหลิงรู้สึกเหมือนเท้าทั้งสองเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ สมองมึนงงไปหมด อับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
โม่จัวฮวาฟังคำตอบอึกอักของเธอแล้วเลิกคิ้ว ขี้อายขนาดนี้เชียวหรือ
เขาเหลือบมองด้านข้าง เส้นผมดำขลับของหญิงสาวทิ้งตัวสลวยลงบนบ่า แก้มกับติ่งหูแต้มสีชมพูระเรื่อ
แววตาเขาวูบไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง
เขาเอ่ยว่า “ไม่ต้องเกร็ง ว่าแต่เหมือนฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ฉันชื่อโม่จัวฮวา โม่ที่แปลว่าหมึก จัวฮวาที่มาจากคำว่า ‘งามเจิดจรัส’ เป็นเพื่อนเล่นกับอาอวี่มาตั้งแต่เด็ก”
โม่จัวฮวายิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยอย่างสนิทสนมว่า “พี่สะใภ้ชื่ออะไรหรือ อาอวี่นี่จริง ๆ เลย แต่งงานกันตั้งนานแล้ว ยังไม่แนะนำพี่สะใภ้ให้พวกเรารู้จัก ไม่เห็นพวกเราเป็นพี่น้องหรือไง!”
ซังหลิงได้ยินแล้วเม้มปากแน่นกว่าเดิม ริมฝีปากอิ่มงามเหมือนผลเชอร์รีที่ถูกบีบจนเสียรูป
น่าสงสารจริง ๆ
“ฉันชื่อซังหลิง”
เธออธิบายเบา ๆ ว่าชื่อเขียนด้วยอักษรอะไร
ในใจขมขื่น ทั้งยังมีความน้อยใจผุดขึ้นมาทีละนิดอย่างเชื่องช้า
เจียงเชียนอวี่ไม่ได้ไม่เห็นพวกเขาเป็นพี่น้องหรอก แต่เขาไม่เคยเห็นเธอเป็นภรรยาต่างหาก
ในสายตาเขาไม่เคยมีเธอเลย
โม่จัวฮวาเห็นเธอสูดจมูกเบา ๆ คิดว่าไม่มีใครสังเกต แววตาขบขันของเขาวูบผ่านไปชั่วครู่
