ซังหลิงกอดอก หันหน้าหนีอย่างเย็นชา
ฉินจ้าวหยวนเดินอ้อมไปทางเบาะผู้โดยสารแล้วขึ้นรถ จากนั้นก็ได้ยินเสียงหญิงสาวข้างกายส่งเสียงฮึดฮัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เป็นอะไรอีกล่ะ?”
เขาลองนึกย้อนดู เมื่อครู่ตัวเองไม่น่าจะไปทำให้เธอไม่พอใจนี่นา?
ซังหลิงกลอกตา เบ้ปาก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนง “ถ้าอยากอยู่ใกล้ฉันก็บอกมาตรง ๆ สิ จะมาเล่นลูกไม้อะไร”
“แค่ก—”
ฉินจ้าวหยวนสบตาหญิงสาว ในดวงตาของเธอแทบจะเขียนตัวโต ๆ ว่า ‘ฉันมองออกหมดแล้ว ยังจะเสแสร้งต่อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก’
มุมปากเขากระตุก ก่อนจะกลั้นไม่ไหว หลุดหัวเราะเสียงต่ำออกมาในที่สุด
ซังหลิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณหัวเราะอะไร?”
ฉินจ้าวหยวนลองคิดดู เมื่อครู่เขาทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น แต่จะมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก
เขาจึงปรับสีหน้าให้จริงจังแล้วตอบว่า “อ้อ เดาได้ถูกเผงเลย”
“แล้วคุณหัวเราะทำไม?” ซังหลิงรู้สึกว่าไม่ใช่แบบนั้น
ฉินจ้าวหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนมั้ง?”
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
ซังหลิงกลอกตาอย่างจนใจ “...คุณนี่มันเพี้ยนหรือไง!”
เธอหันหน้าหนี ไม่อยากสนใจฉินจ้าวหยวนแม้แต่น้อย
ฉินจ้าวหยวนเอียงหน้าหัวเราะเบา ๆ แล้วสตาร์ตรถ
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ดวงจันทร์สีเลือดลอยเด่นขึ้นมา
บ้านหลังใหม่ของพวกเขาตั้งอยู่ใน ‘ย่านคนรวย’ ของเมืองชั้นใน บ้านหลังเล็กสวยงามแต่ละหลังตั้งห่างกันมาก ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวได้เป็นอย่างดี ถนนคอนกรีตราบเรียบ มีต้นไม้เขียวขจีสูงเรียวประดับอยู่เป็นระยะ
ที่นี่สะอาดหรูหราราวกับสวรรค์ เมื่อเทียบกับเขตเมืองชั้นล่างหรือเมืองใต้ดินแล้ว ราวกับเป็นคนละโลก
รถแล่นผ่านทะเลสาบที่สร้างขึ้น ก่อนจะจอดหน้าบ้านหลังเล็กสีขาวหลังคาทรงแหลม
เหล่าสัตว์มนุษย์ส่งข้อความบอกฉินจ้าวหยวนล่วงหน้าแล้วว่าพวกเขากลับบ้านกันก่อน ตอนนี้ในบ้านเงียบสงัด กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ตรงจุดที่ไม่กีดขวางทางเดินในห้องนั่งเล่น
ตอนซังหลิงเดินเข้ามา เธอเห็นลานบ้านกว้างใหญ่แล้ว ตรงพื้นที่ที่เว้นไว้ปลูกดอกไม้กลับว่างเปล่า ต่างจากสวนดอกไม้ที่บ้านเดิมซึ่งบานสะพรั่งไปทั่ว
แต่ซังหลิงพอใจกับสภาพแวดล้อม จึงยังไม่หาเรื่องฉินจ้าวหยวนในตอนนี้
