กระบอกใส่แปรงบนโต๊ะเครื่องแป้งทำจากเซรามิก มีลวดลายแมวสามสีแบบการ์ตูนที่วาดด้วยมือ หลังผ่านแรงกระแทกทางอารมณ์ครั้งใหญ่ เสิ่นเจวี๋ยก็สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้วในตอนนี้ เขาหยิบกระบอกเซรามิกใบนั้นขึ้นมา พิจารณาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
นิ้วมือของชายวัยสามสิบกว่าแล้วยังคงงดงามไม่ต่างจากตอนหนุ่ม ทั้งเรียวยาวและมีประกายเย็นเยียบดุจหยก เมื่อมือของเขากอบกุมภาชนะเซรามิกเนื้อหยาบอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่ตัดกันนั้นก็ชวนให้รู้สึกถึงความเหน็บแนมโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
เสิ่นเจวี๋ยดูราวกับสามีขี้ระแวงคนหนึ่ง เพียงแต่เขาอดกลั้นได้ดีกว่าสามีที่ทำได้แค่โมโหอย่างไร้ประโยชน์เหล่านั้น
เขาหมุนกระบอกใส่แปรง แล้วมองไปที่ก้นกระบอก—
มีตัวอักษรเล็ก ๆ สลักอยู่ด้านล่าง หากมองเพียงความหมายตามตัวอักษร ก็ไม่มีอะไรคลุมเครือ
“ขอให้พี่สาวมีความสุขทุกวัน ^_^”
หึ…
เมื่อเห็นข้อความนี้ เสิ่นเจวี๋ยก็อดหัวเราะเสียงเบาไม่ได้
ม่านหมอกดำทะมึนพลุ่งพล่านในดวงตา ไอสังหารซ่อนลึกอยู่ในนั้น
เห็นได้ชัดว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีเงินมาก แถมยังอายุน้อยเอามาก ๆ
แล้วหลิงหลิงล่ะ? เธอรับของพวกนี้ไว้ ถึงขั้นเอากลับมาที่บ้านซึ่งเป็นของเราสองคน เธอคิดอย่างไรกันแน่?
เบื่อแล้วหรือ?
อยากลองอะไรใหม่ ๆ แล้วหรือ?
-
ช่วงนี้ซังหลิงมีตารางสอนน้อยลง เวลาว่างจึงกลับมามากขึ้นอีกครั้ง
แถมเธอยังรู้จักเด็กคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เชี่ยวชาญการมอบความรู้สึกดี ๆ ให้คนอื่น ทั้งยังเก่งเรื่องเอาใจให้คนมีความสุข
เด็กคนนั้นชื่ออี้เจิน เป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยวัยใสตัวสูงใหญ่ มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ซังหลิงกะด้วยสายตาแล้วคิดว่าอี้เจินต้องสูงเกิน 190 เซนติเมตรแน่ เพราะดูสูงพอ ๆ กับโจวซื่อหราน
แต่โจวซื่อหรานมีใบหน้าดุดันราวกับเทพสังหาร ดูแล้วไม่ควรเข้าไปหา ยิ่งกาลเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งดูเคร่งขรึมแทบไม่มีรอยยิ้มเวลาอยู่ห่างจากซังหลิง ครั้งหนึ่งซังหลิงไปเยี่ยมเขาที่กองทัพ บังเอิญเจอเขากำลังอบรมคน จนพวกทหารใหม่หลายคนหน้าซีด ใครจะนึกว่าเมื่อก่อนเขาเป็นเด็กหัวแข็งที่พร้อมมีเรื่องกับคนอื่นได้ทุกเมื่อ?