ตอนที่เขาพูดประโยคนั้น สีหน้าสงบนิ่ง ถึงขั้นเรียกได้ว่าไร้อารมณ์
แต่ความสงบนิ่งแบบนี้เองที่ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
เขาจริงจัง ทุกคำที่พูดล้วนจริงจัง
สวี่โย่วหนิงมองเขา แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา
เธอยื่นมือไปคล้องคอเขา ก่อนจะแนบตัวเข้าไปทั้งตัว วางคางไว้บนไหล่เขา น้ำเสียงอ่อนลง ปลายเสียงเจือแววออดอ้อนเล็กน้อย
“เอาล่ะ ไม่โกรธแล้วนะ เมื่อกี้ฉันพูดไปเพราะโมโหนี่นา เร็วสิ ได้ไหม~ ฉันเป็นฝ่ายรุกขนาดนี้แล้วนะ”
“คำโบราณเขาว่ากันไว้ดีนี่นา พึ่งหน้าตาหากินไม่ยั่งยืน แต่พึ่งความหน้าด้านหากิน ยืนยาวชั่วฟ้าดินสลาย ไร้ยางอายเข้าไว้ ชีวิตก็รุ่งโรจน์ ไม่เอาแล้ว ฮึ่ม”
เธอซุกหน้าลงตรงซอกคอเขา แล้วถูไถเบา ๆ กลิ่นมะลิหอมกรุ่นลอยออกมาอีกครั้ง นุ่มละมุนแทรกซึมเข้าไปในจมูกเขา
ลู่หลิ่งชวนไม่ขยับ
มือของเขายังคงบีบอยู่ที่เอวเธอ ร่างกายเกร็งแข็งราวกับแผ่นเหล็ก ลมหายใจหนักหน่วง
ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็ยื่นมือมาประคองใบหน้าเธอ บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตา
ดวงตาของเขาแดงก่ำ เพราะอดกลั้นมานานเกินไป—อดกลั้นมาตลอดหลายปี อดกลั้นต่อการถูกกลั่นแกล้งและสายตาเย็นชา อดกลั้นต่อท่าทีเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นของเธอ อดกลั้นต่อการยั่วยวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเธอ
“คิดดีแล้วหรือยัง”
เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบจำไม่ได้ เขาพูดทีละคำ ราวกับกำลังยืนยันคำตอบที่สำคัญถึงชีวิต
“เลือกฉันจริง ๆ เหรอ ไม่ได้แกล้งฉันใช่ไหม”
สวี่โย่วหนิงมองขอบตาแดงก่ำของเขา จู่ ๆ หัวใจก็อ่อนยวบลง
