“เที่ยงวันแล้ว จะไปงมหาหอยก็คงไม่ทันการณ์” หลินอีรวบผมที่ถูกลมทะเลพัดปลิวระใบหน้ากลับไปด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะแดด
นางหรี่ตามองผืนทะเล แสงแดดกำลังแรง น้ำยังไม่ลด เวลานี้ลงไปบนหาดโคลนก็คงขุดหาอะไรไม่ได้
การงมหาของทะเลต้องรอน้ำลง ช่วงเย็นหรือกลางคืนจะดีที่สุด เพราะตอนนั้นพวกหอยที่ซ่อนอยู่ในทรายถึงจะโผล่ออกมา
“วันนี้เราไปหาที่คนน้อย ๆ ตกปลากันเถอะ ตอนบ่ายพักผ่อน พอตกกลางคืนค่อยออกไปงมหาของทะเล ดูว่าจะหาอะไรที่ราคาแพงได้ไหม”
เหวินหวานกวาดสายตามองแนวชายฝั่งตามที่หลินอีมอง แล้วเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปทางทิศใต้ “ตรงนั้นดูเหมือนไม่ค่อยมีคน ไปกันเถอะ” พูดจบก็พลิกข้อมือ หยิบเรือพับได้ลำหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
ตอนพับเก็บ เรือยาวแค่ช่วงแขน พอกางวางลงบนพื้น เหวินหวานก็หาวาล์วเติมลมเจอแล้วกดลง ตัวเรือจึงพองขึ้นพร้อมเสียง “ฟู่ ๆ” ไม่ถึงสองนาทีก็กลายเป็นเรือยางลำเล็กที่ลงน้ำได้
เรือไม่ใหญ่นัก วัสดุสังเคราะห์สีเทาขาวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายหม่น ๆ แต่ถึงจะนั่งสามคนและวางถังอีกสองสามใบก็ยังมีพื้นที่พอ
“เตรียมของมาครบดีนี่” หลินอีเดินวนรอบเรือที่สูบลมเต็มแล้วหนึ่งรอบ ก่อนย่อตัวตรวจดูท้องเรือกับขอบเรือ จากนั้นยื่นมือไปตบตัวเรือสองสามที เมื่อรู้สึกว่ามันหนาแน่นมั่นคงดีแล้ว จึงค่อยวางใจช่วยขนถังกับอุปกรณ์ตกปลาขึ้นไป
“ต้องแน่อยู่แล้ว” เหวินหวานสะบัดผมอย่างภาคภูมิใจก่อนกระโดดลงเรือเป็นคนแรก
หลินอีขึ้นเรือตามไป ส่วนซูจิ่งหงส์ดันใต้ท้องเรือส่งลงน้ำตื้น ก่อนจะพลิกตัวขึ้นเรืออย่างคล่องแคล่ว
ทั้งสามคนถือไม้พายคนละอัน ค่อย ๆ พายเรือออกจากฝั่ง
ใบพายแหวกผิวน้ำ เกิดเสียง “ซ่า” เบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตัวเรือโคลงขึ้นลงตามคลื่นเบา ๆ ราวกับนกน้ำสีเทาขาวที่ลื่นไถลไปบนผิวน้ำ
ตอนแรกหลินอียังช่วยพายอยู่สองสามครั้ง แต่ต่อมาก็พบว่าจังหวะของตนเข้ากับอีกสองคนไม่ได้ ใบพายเอียงไปทางเหวินหวานอยู่เรื่อย เกือบจะชนกับไม้พายของซูจิ่งหงส์เข้าแล้ว จึงได้แต่เก็บมืออย่างเก้อเขิน วางไม้พาดบนตัก แล้วนั่งเป็นผู้โดยสารอย่างเรียบร้อย
