หลินอีกลืนน้ำลาย จ้องมองความเคลื่อนไหวใต้ผิวน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจเต้นไหวไปตามลำเรือ
สถานการณ์นี้เลยขั้นแค่ “มีปลามาแล้ว” ไปไกลโข
ผืนน้ำตรงบริเวณที่แหอวนสีทองจมลงไป ราวกับมีอะไรบางอย่างกวนอยู่ใต้ทะเล คลื่นซัดกระเพื่อมถี่ขึ้นเรื่อย ๆ สีน้ำขุ่นขึ้นทุกที ดูเหมือนหม้อซุปที่เดือดแรงจนใกล้จะล้น
แรงที่พุ่งมาจากใต้ทะเลทำให้เรือเล็กลอยโคลงไปมา เดี๋ยวเอียงไปทางซ้าย เดี๋ยวก็จมวูบลง ก่อนจะถูกแรงลอยตัวดันกลับขึ้นมา
หลินอีรีบย่อตัวต่ำ มือข้างหนึ่งยึดกราบเรือไว้แน่น อีกข้างจับแขนเหวินหวาน สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
“ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี!!!” เธอร้องติดกันสามครั้ง เสียงสั่นตามแรงโคลงของเรือ “นี่มันเล่นใหญ่ไปหน่อยแล้วนะ หรือเรือจะคว่ำ! คว่ำจริง ๆ ไม่ใช่พูดเปรียบเทียบ!”
เธอนึกถึงนิยายที่เคยอ่าน ตัวเอกออกทะเลทีไรก็ต้องเจอคลื่นลมโหมกระหน่ำทุกที แต่เธอไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนั้น
เธอไม่อยากตกทะเล
เรือยางลำนี้ไม่มีแม้แต่กระดูกงูที่เป็นเรื่องเป็นราว ถ้ามีตัวใหญ่ระดับสามขึ้นไปดันจากข้างล่าง พวกเธอทั้งสามคนคงได้ลงไปดิ้นอยู่ในทะเลพร้อมกับแหอวนแน่
ความรู้สึกที่ทั้งไม่อยากพลาดโอกาสจับปลาได้มหาศาล ทั้งไม่อยากตกทะเล ทำให้หลินอีหน้านิ่วจนยับไปหมด
ซูจิ่งหงส์ยืนอยู่ท้ายเรือ ร่างกายไหวไปตามลำเรือเล็กน้อย แต่จุดศูนย์ถ่วงมั่นคงราวกับตอกตรึงอยู่กับพื้นเรือ
เขาก้มมองผิวน้ำ แล้วเงยหน้ามองไปยังที่ไกล ๆ ก่อนยกมือขึ้นชูนิ้วโป้งให้หลินอี เอ่ยออกมาเพียงสองคำว่า “เก่งมาก”
หลินอีแทบสำลักลมหายใจ
นี่ใช่เวลามาชมฉันไหม?
เธอแทบจะตกใจตายอยู่แล้ว แต่พ่อหนุ่มคนนี้ยังหน้าตาเฉยชูนิ้วโป้งอยู่ได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่าทีมั่นคงไม่หวั่นไหวของเขาช่วยให้เธอหายตื่นตระหนกไปได้บ้าง
เหวินหวานใจเย็นกว่าเธอมาก ถึงขั้นยังมีอารมณ์ขัน
เธอเท้าเอวด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับขอบเรือไว้ ผมสั้นสีชมพูอมม่วงปลิวสะบัดไปตามลมทะเล ดวงตาเป็นประกายราวกับกำลังเปล่งแสง “เอาละ ๆ ยังไงก็เป็นแหวิญญาณนี่นา น่าจะ...มั้ง...คงไม่มีปัญหาหรอก!” เธอยังจงใจทำสีหน้ากระปรี้กระเปร่าเต็มพลังอีกด้วย ٩( 'ω' )و
