ทั้งสามหาที่ร่มใต้ต้นไม้นั่งลง หลินอีหยิบน้ำออกมาอีก 3 ขวด ยื่นให้ทั้งสองคนแล้วดื่มไปสองอึก
“พวกเจ้าว่าการคัดเลือกครั้งนี้จะจัดแบบไหน?” เหวินหวานเคี้ยวหมั่นโถว แก้มตุ่ยเป็นลูก แต่ก็ไม่ได้ทำให้พูดไม่ชัดสักนิด
“ถ้าให้ขึ้นเวทีประลองสู้กันตั้งแต่แรก ข้ายังพอจะสู้ได้อยู่ แต่ถ้าสอบทฤษฎีรอบด้านอะไรนั่น ข้าเกรงว่าคงได้กลับไปนอนตั้งแต่รอบแรก”
“ไม่น่าใช่” ซูจิ่งหงส์เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนอย่างหาได้ยาก เสียงไม่ดังนัก “อาจารย์ใหญ่พูดชัดเจนแล้วว่าให้ความสำคัญกับการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน น่าจะเน้นการต่อสู้จริง”
หลินอีกินไปฟังไป “พวกเจ้าว่าจะให้จับกลุ่มกันชั่วคราวไหม? หรือไม่ก็จับสลาก?” ในฐานะนักบำเพ็ญวิญญาณสายสนับสนุน หากต้องประลองเดี่ยว เธอไม่ได้ได้เปรียบมากนัก
แต่ถ้ามีเพื่อนร่วมทีมที่ปรุงยา รักษา และควบคุมคู่ต่อสู้ได้ โอกาสชนะก็จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“โอกาสจับสลากไม่น้อย” ซูจิ่งหงส์กินคำสุดท้ายหมดแล้วปัดมือ “โดยเฉพาะการแข่งขันข้ามโรงเรียน เขาให้ความสำคัญกับการประสานงานเฉพาะหน้ามาก โรงเรียนไม่มีทางเลือกแค่คนที่เก่งเป็นรายบุคคล ยังต้องดูด้วยว่าจะร่วมมือกับคนแปลกหน้าได้หรือเปล่า”
ดวงตาหลินอีเป็นประกาย “ถ้าจับสลาก โอกาสที่ข้าจะได้จับคู่กับพวกเจ้ามีมากไหม?”
“ไม่มาก” ซูจิ่งหงส์ตอบตรง ๆ จนเหวินหวานหัวเราะออกมา เกือบสำลักหมั่นโถว
“คิดอะไรอยู่ คนทั้งโรงเรียนมีตั้งเท่าไร แต่ไม่ว่าจะจับได้ใครก็อย่าลนลาน ตั้งสติไว้ให้ดี
เจ้าขึ้นขั้นสี่แล้ว ทั้งยังรักษาและควบคุมคู่ต่อสู้ได้ ความสามารถรอบด้านกว่านักบำเพ็ญวิญญาณสายสนับสนุนส่วนใหญ่เสียอีก”
พอได้ยินเหวินหวานพูดเช่นนั้น หลินอีก็คลายกังวลลงเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ตกลง งั้นรอประกาศตอนบ่ายก่อนค่อยว่ากัน พอกฎออกมาแล้วพวกเราค่อยหารือกัน”
เธอยัดหมั่นโถวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วพูดอู้อี้ว่า “ข้ากลับหอไปให้อาหารเยลลี่ก่อนนะ บ่ายโมงเจอกันหน้าตึกเรียนหมายเลข 1 เขตเอ”
