9:30 น. ยามเช้า
เมื่อตื่นขึ้นมา หลินอีก็รู้สึกว่าตัวเองหลับสบายมาก
ไม่ใช่แค่สบายธรรมดา แต่รู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ราวกับแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนตลอดทั้งคืน ทุกอณูขุมขนเปิดรับความสบายอย่างเต็มที่
เธอลืมตาขึ้น สายตาหยุดอยู่บนรอยร้าวบนเพดานที่คุ้นเคยเป็นเวลา 2 วินาที ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วบิดขี้เกียจสุดแรง
พอยืดตัว เธอก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ร่างกายเบาหวิวไร้ความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย อาการปวดเมื่อย ความหนักอึ้ง รอยถลอกบนเข่า และหนังด้านบาง ๆ ที่ฝ่าเท้าจากการสะสมมาหลายวันในป่า คล้ายหายวับไปในคืนเดียว
เธอบิดเอว กระดูกสันหลังส่งเสียงดังกรอบแกรบสองครั้ง แต่แทนที่จะเจ็บกลับรู้สึกเหมือนได้คลายส่วนที่ติดขัดมานาน
เธอลองเตะขาไปมา เตะซ้ายขวาอยู่หลายครั้ง ฝีเท้าเบาสบายราวกับไม่แตะพื้น ให้ความรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
“หืม?!” เธอลองกระตุ้นพลังวิญญาณในร่าง ทว่าทันใดนั้นก็แข็งค้างไปทั้งตัว
พลังวิญญาณในเส้นลมปราณพลุ่งพล่านและเต็มเปี่ยม ไหลเวียนอย่างเกรียงไกร แตกต่างจากเมื่อคืนราวกับอยู่คนละขั้น
เธอหลับตาสัมผัสอย่างละเอียดอีกครั้ง พอลืมตาขึ้นมา ความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อก็ฉายชัดอยู่ในดวงตา
“เดี๋ยวนะ! ฉันทะลวงถึงขั้นสี่ระดับต้นแล้ว!” หลินอีตื่นเต้นจนกระโดดพรวดลงจากเตียง เท้าเปล่ากระแทกพื้นแข็งดัง “เพี๊ยะ”
เธอกระโดดอยู่กับที่สองครั้ง แล้ววิ่งเหยาะ ๆ วนรอบห้อง ความยินดีในอกแทบเอ่อล้นออกมา
นักบำเพ็ญวิญญาณขั้นสี่ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ติดอยู่ระหว่างขั้นสามกับขั้นสี่
เมื่อถึงระดับนี้ ไม่เพียงปรุงสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่ยังมีความสามารถพอจะปกป้องตัวเองด้วย
ไม่ต้องเป็นตัวช่วยอ่อนแอที่พอเจออันตรายก็ทำได้แค่ถอยไปอยู่แนวหลังอีกแล้ว
โดยเฉพาะสำหรับนักบำเพ็ญวิญญาณธาตุน้ำและไม้แบบเธอ การยกระดับสู่ขั้นสี่มีความหมายเป็นพิเศษ
เธอเกิดมาพร้อมธาตุน้ำและไม้ โดยธาตุไม้โดดเด่นกว่าเล็กน้อย
ตอนอยู่ขั้นสาม เธอทำได้เพียงช่วยเสริมพลังวิญญาณขั้นพื้นฐานที่สุด แต่เมื่อถึงขั้นสี่ นักบำเพ็ญวิญญาณธาตุไม้ก็จะควบคุมพืชได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเร่งเถาวัลย์ให้เติบโตหรือบงการใบหญ้า ล้วนทำได้สบาย
