บทที่ 2 ตัวเอกหัวรั้น
บนแท่นสูง เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่าง ๆ พากันจ้องมองบุรุษที่เอ่ยวาจาออกมา ในแววตาล้วนฉายแววประหลาดใจ
ชายชราเคราเคราขาวผู้หนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก: "เจ้าไม่ใช่รังเกียจการรับศิษย์ที่สุดหรอกหรือ? ปกติให้เจ้ารับศิษย์สักคนยังเหมือนจะเอาชีวิตเจ้า คราวนี้อุตส่าห์มีอัจฉริยะโผล่มา เหตุใดเจ้าถึงมาร่วมวงด้วยเล่า?"
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์ม่วง ผมยาวเกล้าขึ้นครึ่งหนึ่ง ปล่อยเส้นผมสยายลงมาตรงหน้าอกอย่างอิสระ
ดวงตาคู่หนึ่งเรียวยาวล้ำลึก ยามเหลือบมองไปมาล้วนแผ่เสน่ห์เย้ายวนชวนหลงใหลอย่างประหลาด
"เจ้าสำนักเวิ่น เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้?" เขาหัวเราะในลำคออย่างเนิบนาบ "ท่านก็บอกเองว่าอัจฉริยะนั้นหายาก ใครเล่าจะไม่ชอบอัจฉริยะ? ข้าก็เช่นกัน อีกอย่าง เขามีรากวิญญาณทองคำ ย่อมมีวาสนากับวิถีการฝึกตนของข้า"
คนอื่น ๆ: "..." จะเอาหน้าขนาดไหน?
รากวิญญาณทองคำ เป็นรากวิญญาณสารพัดประโยชน์เช่นนี้ จะว่าไม่มีวาสนากับใคร? พวกเขายังบอกได้เลยว่ามีวาสนากับพวกเขา
ผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นว่า: "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้สหายน้อยผู้นี้เลือกเองเถิด ดูว่าเขายินยอมเข้าสังกัดผู้ใด"
สิ้นคำพูด ร่างหนึ่งก็เคลื่อนลงจากแท่นสูงไปทันใด
คนด้านข้างสบถคำว่าไร้ยางอายอยู่ในใจ แล้วก็เหาะลงไปตามติด ๆ
ยังมีผู้ที่ไม่ได้เลือกลงไปแย่งชิง
ผู้ที่เหลืออยู่ด้านบนต่างมองหน้ากันไปมา พลางยิ้มอย่างเข้าใจตรงกัน
ยอดฝีมือจากสำนักใหญ่ลงไปแย่งคนกันแล้ว สำนักเล็กอย่างพวกเขาอย่าเข้าไปร่วมวงเลยดีกว่า
……
ฝูงชนด้านล่างเห็นเพียงแสงเงาหลายสายวูบลงมา พวกเขาจึงรีบหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว เปิดพื้นที่ว่างกว้าง
จากนั้นพวกเขาก็เห็น เหล่าผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนักซึ่งปกติร้อยปีก็ยากจะพบเห็น กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มรากวิญญาณทองคำผู้นั้นจนหมด
ยอดฝีมือหลายท่านเกือบจะเอ่ยปากขึ้นพร้อมกัน
"สหายน้อย ข้าดูแล้วเจ้ามีโครงกระดูกโดดเด่นไม่เหมือนใคร เข้าสังกัดข้าเถิด ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาชั้นยอดให้"
พวกเขาสบตากัน ประกายตาล้วนมีประกายวาบ
ผู้ที่เอ่ยขึ้นก่อนคือเจ้าสำนักเวิ่น
เขาลูบเครา ยิ้มอย่างอบอุ่น: "สหายน้อย ข้าคือเวิ่นเฮ่อเหนียน เจ้าสำนักแห่งสำนักหลิงอวิ๋น สำนักหลิงอวิ๋นของข้าแม้ไม่กล้าเรียกว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่ง แต่ก็มีรากฐานล้ำลึก ทั้งโอสถ ศาสตร์จักรกล ยันต์ กระบวนทัพ ล้วนมีการสืบทอด และยังถ่ายทอดแก่ศิษย์อย่างหมดเปลือกอีกด้วย"
"หากเจ้าเข้าสังกัดข้า ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรง รับการปฏิบัติเยี่ยงศิษย์สายตรงของผู้อาวุโส ได้รับส่วนแบ่งหินวิญญาณและโอสถทุกเดือนตามสัดส่วนศิษย์เอก เป็นอย่างไร?"
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างหัวเราะขึ้นทันที: "เวิ่นเฮ่อเหนียน เจ้านี่คิดแผนดีแท้ ของพวกนี้ก็เป็นของสำหรับศิษย์สายตรงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ยังมาพูดให้มันดูดีอีก"
นางหันไปทางลั่วอี้เหยียน สีหน้ากลับอ่อนโยน "ข้าคืออวิ๋นซู่ ผู้อาวุโสแห่งสำนักชิงลวน สำนักชิงลวนเชี่ยวชาญด้านธาตุทองคำและวิถีกระบี่ เข้ากับรากวิญญาณของเจ้าได้อย่างยิ่ง หากเจ้ามา ข้าจะสอนวิชา 'กระบี่ทะลายเมฆา' ให้ด้วยตนเอง"
"นี่คือวิชาระดับตี้ขั้นสูง ฝึกสำเร็จแล้วจะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่เจ้า นอกจากนี้ที่บ้านเจ้ายังมีญาติพี่น้องอีกหรือไม่? หากเต็มใจ ข้าจะส่งคนไปรับพวกเขาเข้ามายังสำนัก จัดการให้พำนักในเมืองเซียน"
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของคนข้าง ๆ พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ข้อเสนอที่ให้นี้ช่างดึงดูดใจอย่างแท้จริง
สมบัติฟ้าดินแบ่งเป็นสามระดับสี่ขั้น
ระดับเหริน ตี้ เทียน
ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นสุดยอด
อวิ๋นซู่สามารถให้ถึงวิชาระดับตี้ขั้นสูง ก็เพียงพอที่จะแสดงถึงความสำคัญที่ให้กับลั่วอี้เหยียน
แต่ทว่า…
เจ้าสำนักเวิ่นทำเสียงฮึดฮัด "หากจะกล่าวถึงวิถีกระบี่ ในบรรดาสำนักใหญ่ต่าง ๆ เจ้ายังนับว่าไม่ใช่ที่หนึ่ง อย่าลืมว่าที่สำนักเทียนเหิงยังมีจอมเซียนอู๋ชางอยู่ด้วย"
สีหน้าของอวิ๋นซู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย "เฒ่าแก่ นี่เจ้าจะหาเรื่องใช่ไหม? จะเทียบกับท่านผู้นั้น มองทั่วโลกบำเพ็ญเซียน เจ้าเทียบได้หรือข้าเทียบได้? อีกอย่าง ท่านก็ไม่มีทางรับศิษย์ เจ้าพูดถึงท่านทำไม?"
เจ้าสำนักเวิ่น: "ข้าก็แค่ไม่ชอบหน้าเจ้าตอนที่ได้ใจ"
อวิ๋นซู่: "เจ้า!"
คนอื่น ๆ พากันจนใจ
ทะเลาะกันอีกแล้ว ไม่ดูสถานที่เลย น่าขายหน้านัก
แต่ถือโอกาสฉวยจังหวะ คนอื่น ๆ ก็ไม่ยอมตามหลัง ต่างเสนอเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจ หวังจะดึงดูดลั่วอี้เหยียน
ฝูงชนฟังข้อเสนอที่ปกติฝันก็ไม่กล้าฝันถึงเหล่านั้น แววตาที่มองลั่วอี้เหยียนพลันเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและชิงชัง
หลินจือซวี่แอบหลบถอยหลังไปหนึ่งก้าว พยายามลดตัวตนของตนลง เกรงว่าจะโดนลูกหลงเข้า
ส่วนลั่วอี้เหยียนที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลาง เผชิญกับการโปรยข้อเสนอจากผู้วิเศษมากมายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าก็รู้สึกมึนงงเช่นกัน
เขาเม้มริมฝีปาก สายตาวนไปมาระหว่างผู้วิเศษหลายท่าน มองมาทางหลินจือซวี่อย่างไม่รู้ตัวแวบหนึ่ง
หลินจือซวี่: "..." อย่ามองข้าเลยพี่น้อง นี่คือรัศมีตัวเอกของเจ้า ไม่ใช่ของข้า
ในเวลานี้ เสียงเกียจคร้านสายหนึ่งก็แทรกเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน: "ท่านทั้งหลายช่างให้ข้อเสนอใหญ่หลวงนัก ก่อความวุ่นวายใหญ่โตเพื่อมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง"
ผู้ฝึกตนด้านล่างได้ยินเสียงก็มองตามไป รูม่านตาหดเล็กลง หลายคนถึงกับร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น
"เป็นจอมเซียนเฟิงเหิง!"
เจ้าสำนักเวิ่นกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์: "อวี๋หลินโจว! ไหนเจ้าลองมีปัญญาก็อย่ามาแย่งกับพวกข้าสิ"
อวี๋หลินโจวไม่รู้ว่าเดินมาใกล้ตั้งแต่เมื่อใด เขากอดอก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทั้งคล้ายยิ้มทั้งไม่ยิ้ม
เขาพิจารณาลั่วอี้เหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยแววตาขี้เล่น
ลั่วอี้เหยียนถูกสายตาของเขามองเข้า รู้สึกขนลุกซ่าไปทั้งตัว ราวกับสัมผัสถึงความมุ่งร้ายบางอย่างอย่างประหลาด
แต่ในดวงตาของบุรุษตรงหน้าไม่มีวี่แววของความมุ่งร้ายเลย
หลินจือซวี่ได้เห็นเสียทีว่าเจ้าของเสียงเจ้าเล่ห์ยั่วยวนเช่นนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร
อืม ตัวเขาก็เจ้าเล่ห์ยั่วยวนพอ ๆ กับเสียงเลย
เขากำลังประเมินอยู่ในใจ จู่ ๆ ก็เห็นบุรุษผู้นั้นหันหน้ามามองเขาตรง ๆ
หลินจือซวี่ตกใจในใจ รีบก้มหน้าลง ใจเต้นตุบ ๆ
ดวงตาดำสนิทเสียจริง เหมือนกับห้วงเหวลึกไร้ก้นบึ้ง เพียงแค่มองแวบเดียวก็ไม่อาจห้ามใจให้จมดิ่งลงไป ไม่อาจหลุดพ้นได้
อวี๋หลินโจวเมื่อครู่รู้สึกถึงสายตาอาจหาญหนึ่งที่จ้องมองมายังตน แต่เมื่อมองไปกลับเห็นเพียงเด็กหนุ่มมนุษย์ปุถุชนธรรมดาผู้หนึ่ง
อืม ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือหน้าตาดีกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่รู้ว่ากินอยู่อย่างไร กลับมีท่าทางผอมเล็ก แห้งกรัง ซูบซีดราวกับจะปลิวไปตามลม
ช่างน่าเสียดายรูปลักษณ์ดี ๆ นั่น
ในแววตาของเขามีแสงดำวาบผ่านหนึ่งครา แล้วจึงมองดูอีกสองครั้งอย่างละเอียด แน่ใจว่าอีกฝ่ายก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาจริง ๆ หาใช่ร่างแปลงของปีศาจเฒ่าผู้ใด
เขาเก็บสายตากลับคืน ในใจรู้สึกขบขัน
น่าสนใจ น่าสนใจเสียจริง
ถึงกับมีคนกล้ามองเขาเช่นนี้?
อวี๋หลินโจวนึกถึงแววตาที่เด็กหนุ่มผู้นั้นมองเขาเมื่อครู่นี้
เหมือนกับเป็นการรังเกียจหรือไม่ก็ดูไม่เข้าตา
ในใจเขาหัวเราะเย้ยหยัน มนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่งกล้ารังเกียจเขาหรือ?
น่าขันอย่างยิ่ง!
คงจะมองผิดไปเอง
อย่างไรก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจของเขา
อวี๋หลินโจวตัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปทางลั่วอี้เหยียนอีกครั้ง
"ข้าอวี๋หลินโจว เชื่อว่าเจ้าคงเคยได้ยินชื่อเสียงของข้า วันนี้ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าจะยินยอมหรือไม่"
เขาแสดงท่าทีสูงส่งเหนือผู้อื่น หาได้เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ
แต่ลั่วอี้เหยียนหาได้ตอบตกลงโดยพลันไม่ กลับรู้สึกลังเล
"ท่านผู้วิเศษทั้งหลาย" เขาเม้มริมฝีปาก เหมือนได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ "แท้จริงแล้วข้าตั้งใจมาที่นี่เพื่อจอมเซียนอู๋ชาง เมื่อดูจากสีหน้าของทุกท่านแล้ว พรสวรรค์ของข้าคงไม่เลวใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่า… จอมเซียนอู๋ชางจะยินดีรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่?"
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพากันตะลึงไปชั่วขณะ มองหน้ากันไปมา สีหน้าล้วนซับซ้อน
มนุษย์ปุถุชนคนนี้ช่างใจกล้าเสียจริง
อวี๋หลินโจวแสยะยิ้ม ในดวงตาฉายแววหงุดหงิด ก่อนจะหายไปในพริบตา: "ที่แท้ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนอีกคนที่ถูกชื่อเสียงของเยี่ยนหลิงชางล่อลวงมา น่าเบื่อ"
"เจ้าอย่าได้หวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกเลย นับพันปีมาแล้วที่ท่อนไม้เยี่ยนหลิงชางนั่นไม่เคยรับศิษย์ผู้ใดเลย อีกอย่างวันนี้เขาก็ไม่ได้มาด้วย เจ้าตัดใจเสียเถิด แล้วมาอยู่ในสังกัดข้า คารวะข้าเป็นอาจารย์ดี ๆ"
"อะไรนะ อยู่สังกัดเจ้า?" เวิ่นเฮ่อเหนียนไม่ยอมในทันใด "ควรจะอยู่สังกัดข้าต่างหาก!"
"ก็ข้อเสนอกระจอก ๆ ของเจ้านั่นยังกล้าเอาออกมาขายหน้าอีก? สหายน้อย มาอยู่สังกัดข้าเถิด!"
ลั่วอี้เหยียนยืนกราน: "ข้าตั้งใจมาเพื่อจอมเซียนอู๋ชาง ข้าก็ยังอยากเข้าสังกัดของเขา"
คำพูดนี้เอ่ยจบ บรรยากาศพลันเย็นวาบ
หลินจือซวี่ลุ้นจนเหงื่อออกให้เขาในใจ
หากมิใช่เพราะเป็นตัวเอก แล้วกล้าพูดกับบรรดาผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หญ้าบนหลุมศพคงสูงสองเมตรไปแล้ว