บทที่ 1 ทะลุมิติ? แต่ไม่ใช่ตัวเอก
กฎเดิม อ่านคำโปรยให้ดี
ทิ้งสมองน้อย ๆ ไปก่อนนะ——
……
หลินจือซวี่ได้สติอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนตบหน้าบา ๆ
พริบตาถัดมา มีน้ำเย็น ๆ ถูกกรอกใส่ปาก เขากลืนลงไปสองสามอึกโดยไม่รู้ตัว
“จือซวี่! จือซวี่ เจ้ายังดีอยู่ไหม?”
หลินจือซวี่พยายามลืมตา
ภาพตรงหน้าพร่าเลือนอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะค่อย ๆ ชัดขึ้น
ดูเหมือนเขานั่งอยู่บนลานว่างเปล่าแห่งหนึ่ง รอบด้านมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย มีเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและสง่างามคนหนึ่ง กำลังมองเขาด้วยสีหน้ากังวล
หลินจือซวี่ยังงงกับสถานการณ์ ก็ถูกเด็กหนุ่มออกแรงดึงให้ลุกขึ้น
เด็กหนุ่มจับแขนเขาไว้บนไหล่ตน พยุงเขาเอาไว้
“จือซวี่ อีกนิดเดียว บันไดสวรรค์ใกล้จะเดินถึงที่สุดแล้ว ทนหน่อยนะ!”
บันไดสวรรค์? บันไดสวรรค์อะไร?
หลินจือซวี่ถูกประคองให้เดินต่อ เงยหน้าขึ้น ก็เห็นบันไดสีขาวราวหิมะที่มองไม่เห็นปลายทาง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ในที่สุดเขาก็ส่งเสียงถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “นี่อะไรน่ะ?”
เด็กหนุ่มนึกว่าเขามึน ก็อธิบายว่า “นี่คือบันไดสวรรค์ที่ทอดสู่โลกบำเพ็ญเซียนยังไงเล่า ขอแค่ข้ามบันไดสามร้อยสามสิบสามขั้นสุดท้ายนี้ไปได้ พวกเราก็จะเดินทางถึงโลกบำเพ็ญเซียน เข้าเป็นศิษย์เซียนได้แล้ว”
“อะ...”
โลกบำเพ็ญเซียนอะไร?
ทันใดนั้น ความทรงจำชุดหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในหัวของเขาอย่างรุนแรง
ชีวิตตลอดสิบแปดปีของเด็กหนุ่มผู้มีชื่อและหน้าตาเหมือนกับเขาปรากฏแวบขึ้นในสมอง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาเกือบจะแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือภาพลวง อะไรคือความจริง
บางที อาจเป็นตัวเขาอีกคนในโลกคู่ขนานก็ได้
และในที่สุด หลินจือซวี่ก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มตรงหน้า
ลั่วอี้เหยียน เพื่อนรักของเขา ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเพื่อนรักของเจ้าของร่างเดิม
และยังเป็นตัวเอกในนิยายด้วย... ตัวเอกรองรับ?
หลินจือซวี่ “?”
ตอนนั้นแค่พลิกอ่านคร่าว ๆ ดูแบบผ่าน ๆ ตอนนี้เนื้อหาในหนังสือนึกแทบไม่ค่อยจะออกแล้ว
รู้คร่าว ๆ ว่าเป็นนิยายแนวบำเพ็ญเซียน
ลั่วอี้เหยียนคือตัวเอกรองรับในเรื่อง วาสนาพิเศษกว่าใคร มุ่งมั่นต้องการเป็นเซียน
หลังจากเข้าสู่โลกบำเพ็ญเซียน ก็ได้เป็นศิษย์ของตัวเอกฝ่ายรุก แล้วล้อแห่งโชคชะตาของทั้งสองก็เริ่มหมุน
ตอนจบสุดท้ายก็คือตัวเอกรุกกับตัวเอกรับเอาชนะตัวร้ายได้ มีความสุขสมหวัง
หลินจือซวี่ “...”
รู้กับไม่รู้ มันต่างกันตรงไหน?
เนื้อเรื่องสำคัญสักอย่างก็จำไม่ได้!
แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลามาคิดมากแล้ว สนใจปีนบันไดตรงหน้าก่อนดีกว่า
สามร้อยสามสิบสามขั้น นี่ต้องปีนไปถึงเมื่อไหร่?
ปอดคงระเบิดแน่ ๆ เลยมั้ง?
ลั่วอี้เหยียนเริ่มหอบหนัก เหงื่อโซมทั้งหัว
หลินจือซวี่พลิกมือกลับมาประคองเขา อาศัยแรงช่วยพยุงไว้ อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ? พักสักหน่อยไหม?”
ลั่วอี้เหยียนส่ายหน้า พูดทั้งหอบ ๆ “ไม่ได้ หยุดไม่ได้ พอหยุดก็ต้องเริ่มใหม่หมด ต้องข้ามช่วงนี้ไปก่อนถึงจะพักได้”
หลินจือซวี่นึกทบทวน จึงพบว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ
บันไดเซียนทั้งหมดมีเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น ทุกสามร้อยสามสิบสามขั้นถึงจะมีลานว่างให้พักได้ที่หนึ่ง
หากหยุดบนขั้นบันไดเกินสิบลมหายใจ จะถูกส่งกลับไปจุดเริ่มต้น
หลินจือซวี่ขมวดคิ้วแน่น
นี่มันไม่บ้าบอไปหน่อยเหรอ? คนปกติที่ไหนจะปีนสามร้อยสามสิบสามขั้นรวดเดียวไหว?
แต่ในเขตของคนอื่น ก็ต้องรักษากฎของคนอื่น
อยากไม่ให้ถูกปีนตาย ก็ทำได้แค่จับเวลาให้แม่น หลังลมหายใจที่เก้ารีบก้าวขึ้นบันไดอีกขั้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ทั้งสองก็ปีนบันไดซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ขาหมดความรู้สึกไปนานแล้ว
น่าแปลกที่ตลอดทาง พวกเขาไม่พบผู้ร่วมทางคนอื่นเลย ราวกับบนบันไดเซียนทั้งหมดมีพวกเขาแค่สองคน
ในที่สุด เมื่อเหยียบขึ้นขั้นสุดท้าย ทั้งสองก็ล้มพับลงพร้อมกัน กระดุกกระดิกไม่ไหวแล้ว
ปอดนี่เหมือนจะระเบิดแล้วจริง ๆ
ทันใดนั้นเอง กระแสลมเย็นชื้นวาบหนึ่งก็พัดผ่าน
ความเหนื่อยล้าสลายหายไปในพริบตา ทั้งสองเหมือนถูกเติมเต็มด้วยพลังชีวิต ก็ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวา
พวกเขาพยุงกันลุกขึ้น ถึงได้เห็นภาพตรงหน้าชัดเจน
ลานกว้างมหึมาเต็มไปด้วยผู้คนแล้ว การมาถึงของเขาทั้งสอง เรียกสายตาชำเลืองมองเพียงผ่าน ๆ ก็ไม่ได้สนใจอีก
ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วหามุมที่คนน้อยนั่งลงขัดสมาธิ
หลินจือซวี่ถึงมีเวลาพินิจตัวเอกตรงหน้าอย่างละเอียด
หน้าตาหล่อเหลางดงามมาก เด็กหนุ่มมีชีวิตชีวา แววตาใสกระจ่าง ดูก็รู้ว่าเป็นคนไม่เคยผ่านการถูกสังคมเล่นงาน
เหมาะกับภาพของตัวเอกที่เป็นวัยรุ่นดี
ลั่วอี้เหยียนถุกเขามองจนอึดอัด ก็ลูบหน้า “เป็นอะไรไป? มองข้าแบบนี้ เหมือนไม่รู้จักข้ายังไง ข้ามีอะไรติดหน้าหรือ?”
หลินจือซวี่ได้สติ ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ขอบใจที่ไม่ยอมทิ้งข้าตอนอยู่ข้างล่าง”
ลั่วอี้เหยียนหัวเราะ “นี่มันอะไรกัน? พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือ ยังไงก็ไม่ทอดทิ้งกัน ต้องช่วยกันประคับประคอง มุ่งสู่เซียนด้วยกัน!”
หลินจือซวี่หลุบตาลง ไม่รู้จะบอกเขาอย่างไร ว่าตัวเองไม่ใช่หลินจือซวี่ที่เขารู้จักอีกแล้ว
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงพระธรรมดังขึ้น
ผู้คนที่ยังพักผ่อนอยู่ พอได้ยินเสียงนี้ก็ลุกขึ้นมาพร้อมกัน มองไปยังไกล ๆ ด้วยความตื่นเต้นและประหม่า
เห็นเพียงเงาร่างหลายสิบร่างเหยียบอากาศมา ตกลงบนแท่นเซียนที่สูงตระหง่าน มองลงมายังผู้คนเบื้องล่าง
น้ำเสียงน่าเกรงขามดังก้องไปทั่วสถานที่
“ยินดีกับทุกท่านที่ผ่านบันไดสวรรค์ ได้รับคุณสมบัติก้าวเข้าสู่ประตูเซียน พูดน้อยดีกว่า ต่อไป เริ่มตรวจสอบชีพจรวิญญาณ”
ดูท่าบันไดสวรรค์คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากอยากเข้าเป็นเซียนจริง ๆ การตรวจชีพจรวิญญาณนี่แหละ คือด่านแรก
ทุกคนเริ่มเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
หลินจือซวี่กับลั่วอี้เหยียนขึ้นมาช้า ก็เลยต่อท้ายแถว
ต่อข้างหลังก็มีข้อดีตรงที่ ได้ดูขั้นตอนและสถานการณ์ข้างหน้าได้มากหน่อย
หลินจือซวี่ดูไปสักพัก ก็รู้คร่าว ๆ
ตอนนี้พอรู้ว่า ชีพจรวิญญาณแบ่งเป็นธาตุทั้งห้า กระดูกวิญญาณมีสี่ขั้น
แบ่งเป็น ต่ำ กลาง สูง สูงสุด
ระดับต่ำลงไป กระดูกวิญญาณไม่ดี ก็อยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน
แถวค่อย ๆ เคลื่อนไป มีทั้งดีใจและทุกข์ใจ
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดก็ถึงตาของลั่วอี้เหยียน
เขาสูดลมหายใจลึก แล้ววางมือลงบนหิน
ในทันใดนั้น หินก็เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า
หลินจือซวี่อยู่ใกล้ ถูกแทงตาจนต้องหรี่ตา
เสียงตกตะลึงและชื่นชมดังขึ้นรอบด้าน แต่ในใจเขากลับไม่มีคลื่นใด ๆ
ตัวเอกนี่ ก็ต้องไม่เหมือนใครอยู่แล้ว
ผู้เซียนที่ทำหน้าที่บันทึกอยู่ข้าง ๆ ตื่นเต้นจนเสียงสั่นพร่า “รากวิญญาณทองคำขั้นสูงสุด!”
บนแท่นสูง ผู้เซียนสองสามคนที่นั่งอยู่ก่อนก็นั่งไม่ติด รีบปรึกษากันด้วยเสียงเบา ปะปนกับความวุ่นวายอยู่บ้าง
จากนั้น หลินจือซวี่ก็ได้เห็นฉากเด่นที่เหมือนมีแค่ในนิยายกับละคร
อาจารย์เซียนจากสำนักต่าง ๆ แย่งตัวศิษย์อัจฉริยะ
อืม ตื่นเต้นดี ถ้าตัวเองเป็นผู้เล่นบ้าง คงได้สนุกน่าดู
เขาเหลือบมองสีหน้าของลั่วอี้เหยียน นอกจากแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย กับความตื่นเต้นที่เก็บไม่อยู่บ้างแล้ว โดยรวมแล้ว เด็กหนุ่มดูสงบนิ่งกว่าที่คิดไว้เยอะ
สมกับเป็นตัวเอก ใจกว้างไม่เหมือนคนทั่วไป
“รากวิญญาณทองคำขั้นสูงสุดเช่นนี้ ขอรับไว้ดูแล”
หลินจือซวี่กำลังถอนหายใจในใจ เหม่อลอยไปไกล ก็พลันได้ยินเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยเสน่ห์เสียงหนึ่ง
หางเสียงแฝงความยียวนที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกเสียวซ่านไปถึงกระดูกอย่างไม่รู้สาเหตุ
ฟังแล้วเขาสะดุ้ง สั่นไปทั้งตัวอย่างห้ามไม่อยู่
เขาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
แต่อยู่ไกลมาก ถูกฝูงคนดำทะมึนบังไว้ มองไม่เห็นเลยว่าคนพูดนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
หลินจือซวี่ขี้เกียจเสียแรง จึงเก็บสายตากลับมา ไม่มองต่อ
ยังไงก็เป็นเนื้อเรื่องของตัวเอก ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับตัวประกอบอย่างเขามากนัก
...ไม่น่านะ?