ราตรีมืดมิด ทั่วทั้งพระราชวังกลับสว่างไสวด้วยแสงโคม
กั๋วกงเวยถูกขันทีใหญ่นำเข้าไปยังศาลาอบอุ่นในท้องพระโรงชั้นนอกเพื่อรอเฝ้า
ขุนนางทั่วไปล้วนรออยู่ที่นี่ รอให้ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกเข้าเฝ้า จากนั้นต้องผ่านประตูอีกสามชั้นจึงจะเข้าสู่พระตำหนักทรงงานได้
เดิมคิดว่าฝ่าบาทเรียกเขาเข้าเฝ้าเพราะมีราชการสำคัญจะปรึกษา คาดไม่ถึงว่าทันทีที่กั๋วกงเวยเข้าไปในศาลาอบอุ่น เขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารก่อน ครั้นมองไปก็เห็นอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ
“ท่านขันที นี่คือ...?” กั๋วกงเวยเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ขันทีใหญ่ประสานมือ ยิ้มอย่างเจนจัดและไม่เผยอารมณ์ “เป็นของพระราชทานจากฝ่าบาท เชิญท่านกั๋วกงรับประทานอาหาร”
ยามนี้ล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว หลังได้รับพระบัญชา กั๋วกงเวยก็ตรงจากที่ว่าการเข้าวัง ยังไม่มีโอกาสได้กินอาหาร
ในใจเขาจึงอดภูมิอกภูมิใจอยู่บ้างไม่ได้
ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับเขาจริง ๆ เกรงว่าเขาจะยังไม่ได้กินอาหาร จึงพระราชทานให้รับประทานก่อน
กั๋วกงเวยประสานมือ คำนับไปทางพระตำหนักทรงงาน “กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ”
เขายกชายเสื้อคลุมนั่งลง ล้างมือแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มรับประทาน
ขันทีใหญ่ยิ้มพลางมองอยู่ ครู่หนึ่งก็เดินออกไป
ระหว่างนั้น กั๋วกงเวยครุ่นคิดเรื่องราวมากมาย
นับแต่แม่ทัพใหญ่เสินเช่อพลีชีพในสนามรบ ฝ่าบาทก็ทรงปูนบำเหน็จแก่ครอบครัวพวกเขามากมาย ไม่เพียงเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง ยังพระราชทานสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกด้วย
เดิมทีเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่สวี่จิ้งหยางแกล้งตายแล้วกลับเมืองหลวงอย่างกะทันหัน
แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว หมากกระดานนี้ที่นางเดินช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
เพราะแม่ทัพใหญ่เสินเช่อถึงแก่ความตาย ฝ่าบาทจึงทรงมอบพระมหากรุณาที่เขาไม่ได้รับให้แก่คนในครอบครัวของเขาแทน
