สวี่จิ้งหยางมิได้รีบร้อนเข้าไปจัดการ ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้ออยู่ครู่หนึ่ง
ครั้นแม่กุ้ยมาขอพบนาง นางจึงค่อยวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน
“เรียกพวกนางทั้งสองเข้ามา” สวี่จิ้งหยางกล่าว
ไม่นานนัก แม่กุ้ยก็พาชิวอวิ๋นกับตงหยุนที่เต็มใบหน้าด้วยรอยเล็บเข้ามา
ใบหน้าและลำคอของทั้งสองมีรอยเลือดเป็นทาง เสื้อผ้าก็ถูกฉีกกระชากจนยับเยิน
ชิวอวิ๋นดูย่ำแย่กว่าเล็กน้อย แม้แต่ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง
“เกิดอะไรขึ้น? กล้าก่อเรื่องในเรือนของคุณหนูใหญ่ พวกเจ้าสองคนรู้จักกฎเกณฑ์หรือไม่!” จู๋อิ่งตวาด
ชิวอวิ๋นกล่าวทั้งน้ำตาคลอ “บ่าวก็ไม่รู้ว่าทำให้ตงหยุนขุ่นเคืองเมื่อใด นางถึงกับโยนเทียนที่กำลังลุกไหม้ใส่บ่าว บ่าวทนไม่ไหวจึงโต้เถียงกับนางไม่กี่คำ นางกลับลงมือก่อน!”
นางชี้ใบหน้าของตน “คุณหนูใหญ่ ท่านดูสิ นางข่วนบ่าวเสียจนเป็นแผลเช่นนี้”
ตงหยุนกัดฟันกรอด “ใครใช้ให้เจ้าไปพูดให้ร้ายข้าต่อหน้าคุณหนูใหญ่? เจ้าต้องพูดอะไรบางอย่างแน่ มิฉะนั้นคุณหนูใหญ่จะเรียกแผ่นป้าของข้าคืนด้วยเหตุใด”
“ชิวอวิ๋น อย่าลืมเสียเล่า หากตอนนั้นข้าไม่ช่วยพูดให้เจ้า เจ้าจะมีโอกาสมาปรนนิบัติอยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร ช่างเป็นคนเนรคุณ!”
“พอแล้ว เลิกทะเลาะกันเสียที” สวี่จิ้งหยางเอ่ยขึ้น ใบหน้าเย็นชาองอาจฉายสีหน้าเรียบเฉย “เรื่องนี้ตงหยุนทำไม่ถูก มานี่ จับนางมัดแล้วโบยห้าสิบไม้”
ชิวอวิ๋นกับตงหยุนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึง จ้องมองสวี่จิ้งหยางอย่างเหม่อลอย
ครั้นจู๋อิ่งเข้ามาลากตัว ตงหยุนจึงได้สติ ดิ้นรนสุดชีวิต
“คุณหนูใหญ่ บ่าวรู้ผิดแล้ว คุณหนูใหญ่...”
