เซียวเหอเย่ไม่เอ่ยวาจา สวี่จิ้งหยางรู้ว่าเขากำลังรอฟังคำพูดต่อจากนาง
“ก่อนหน้านี้ข้าน้อยกราบทูลท่านอ๋องว่าวิทยายุทธ์ไม่เก่งกาจ แท้จริงแล้วเป็นคำโกหกเพคะ”
“ความจริงข้าน้อยเชี่ยวชาญวิชาอาวุธลับ ทั้งหมดล้วนเรียนมาจากพี่ชาย และเพราะเหตุนี้ ข้าน้อยจึงกล้าติดตามเขาไปยังชายแดน”
“ข้าน้อยกับพี่ชายพึ่งพาอาศัยกัน ในจวนหาได้รับความสำคัญไม่ ข้าน้อยตั้งใจว่าจะติดตามพี่ชายอยู่ชายแดนไปตลอด ไม่กลับมาอีกแล้ว ใครจะคิดว่า...”
เซียวเหอเย่เอ่ยเสียงเย็น “เหตุใดจึงคิดว่าพวกเจ้าไม่ได้รับความสำคัญ”
สวี่จิ้งหยางกล่าวว่า “ข้าน้อยกับพี่ชายเป็นฝาแฝด ได้ยินแม่นมเล่าว่าตอนพวกเราเพิ่งคลอด พี่ชายร่างกายอ่อนแอ”
“มารดาฟังคำของหมอตำแยแล้วก็โทษข้าน้อยว่าแย่งชิงพลังชีวิตจากพี่ชายในครรภ์ จึงเย็นชาต่อข้าน้อยเป็นพิเศษ”
นางเล่าเรื่องที่ตนประสบในบ้านตลอดหลายวันนี้เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
ที่จริงไม่ต้องให้นางเล่า สวี่จิ้งหยางก็เชื่อว่าเซียวเหอเย่คงสืบถามเรื่องราวไว้ตั้งนานแล้ว
เขามีหูตากว้างขวาง ที่นางพูดออกมาในยามนี้ ก็เพียงเพื่อทำให้เขาเชื่อใจนางยิ่งขึ้น
สวี่จิ้งหยางก้มหน้า สายลมหนาวพัดผ่าน จี้ทองคำที่ติ่งหูแกว่งไกวไปมา
“หลังพี่ชายสิ้นชีวิต ข้าน้อยจำต้องกลับบ้าน ที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันก็เพราะข้าน้อยรู้ว่าไม่มีใครคอยคุ้มครองอีกแล้ว”
“เมื่อไม่มีเงิน ข้าน้อยก็ได้แต่หาทางหาเงินเดือนจากสำนักยุทธ์ ไว้เป็นหลักประกันให้ตนเองในจวน”
“มารดารังเกียจข้าน้อย เพื่อไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากบ้าน ข้าน้อยจึงพยายามปรากฏตัวต่อหน้าฝ่าบาท... เมื่อเคยฝึกฝนอยู่ชายแดน ความลำบากเพียงใดข้าน้อยก็ทนได้ทั้งนั้น”
