ทุกครั้งที่สวี่ฮูหยินมองสวี่จิ้งหยาง แววตาก็มักฉายประกายเคียดแค้นออกมาเป็นครั้งคราว
เช่นเดียวกับยามนี้
นางเคยคิดว่ามารดารังเกียจนาง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าความชิงชังที่มารดามีต่อนางจะฝังรากลึกมานานถึงเพียงนี้
อคติเช่นนี้มิใช่สิ่งที่นางจะลบล้างได้ด้วยการสร้างผลงาน
ระลอกคลื่นบางเบาพัดผ่านหัวใจ ทว่าสีหน้าเย็นชาคมเข้มของสวี่จิ้งหยางยังคงสงบนิ่งมั่นคง
“ท่านแม่ โปรดอย่าเพิ่งกริ้ว ข้ามิได้ตั้งใจยั่วโมโหเจินเกอเอ๋อร์ เป็นเขาที่เข้าใจความหมายของข้าผิดไปเอง”
นางล้วงจดหมายฉบับหนึ่งจากแขนเสื้อ แล้วยื่นส่งให้
“คราวก่อนท่านหานเป้าบอกว่ายังมีของตกทอดของพี่ชายข้าอยู่กับเขา ข้าออกจากจวนก็เพื่อขอให้เขาส่งของของพี่ชายคืนมา ในเมื่อท่านแม่ไม่อนุญาตให้ข้าออกไป เช่นนั้นก็ขอให้ท่านส่งคนไปตระกูลหานสักเที่ยวเถิด”
สวี่จิ้งหยางกล่าวจบก็ขอตัวลา
ท่าทีฉับไวเด็ดขาดของนางกลับทำให้สวี่ฮูหยินชะงักไปครู่หนึ่ง
เมื่อคลี่จดหมายออกดู ถ้อยคำในนั้นก็ไม่มีปัญหา เป็นการขอให้หานเป้าส่งของตกทอดคืนจริง ๆ อีกทั้งยังเอ่ยถึงกินรองเครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นกินรองที่แม่ทัพใหญ่เสินเช่อเคยบรรเลงบทเพลงผ่าอาณาเขต
ในจดหมายสวี่จิ้งหยางกล่าวว่า อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงในวังที่ฮองเฮาทรงจัด หากฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรกินรองเครื่องนี้ คงจะทรงยินดี
จู๋อิ่งเดินตามหลังสวี่จิ้งหยางไปตามระเบียงยาว
“คุณหนูใหญ่ หากรองนายร้อยหานส่งของมาแล้ว ฮูหยินกับคนอื่น ๆ ยึดเอาไว้ไม่ยอมมอบให้ท่าน จะทำอย่างไรเจ้าคะ”
