“ขอรับ!” บ่าวไพร่ชูไม้กระบองขึ้น ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นจนบิดเบี้ยว ก่อนจะค่อย ๆ ต้อนเข้าหาโยวโยว
“เจ้าตัวจ้อย กล้าล่วงเกินคุณชายใหญ่ฉิน รนหาที่เจ็บตัวนัก!”
ไม้กระบองหวดแหวกสายลม ฟาดเข้าใส่ร่างโยวโยว
เซี่ยจ้วงจ้วงหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แม้จะกลัวพยัคฆ์ขาวที่อยู่ด้านหลัง แต่ก็ยังเอ่ยเสียงสั่น “น้องสาวตกอยู่ในอันตราย ท่านไม่ไปช่วยนางหรือ?”
เขาร้อนใจจนแทบร้องไห้
พยัคฆ์ขาวปรายตามองเขา
ดูถูกใครกัน!
แค่ปลาซิวปลาสร้อยไม่กี่ตัว โยวโยวลูกพี่ใหญ่โบกมือก็จัดการได้แล้ว พวกมันเข้าไปมีแต่จะเกะกะเปล่า ๆ
“ทนได้ก็ไม่ทนแล้ว!” โยวโยวยกกระบี่ดำที่สะพายอยู่ด้านหลังขึ้น “กระบี่ดำดำ จัดการพวกเขาให้แบนเลย!”
กระบี่ดำส่งเสียงกังวาน “เคร้ง” พลันเปล่งเสียงกระบี่ใสกังวาน
ในชั่วขณะที่ไม้กระบองกำลังจะฟาดลงบนร่างโยวโยว อานุภาพกระบี่ก็แผ่สะเทือนออกมา
เพียงพริบตา บ่าวไพร่ทั้งหมดก็ถูกซัดล้มระเนระนาด กระอักเลือดคำโตออกมา เจ็บปวดจนร้องโหยหวนไม่หยุด
บรรยากาศเงียบงัน
ผู้ที่เห็นภาพนี้ต่างตะลึงจนตาค้าง
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกัน?
บ่าวไพร่ที่มีวรยุทธ์ขั้นหลอมปราณเหล่านี้ เหตุใดจึงล้มลงกันหมด?!
รอยยิ้มลำพองใจของฉินอวี้เฟิงแข็งค้างบนใบหน้า
เขามองกระบี่ดำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“นี่...นี่คือกระบี่วิญญาณ!” เขาพูดจาติดขัด
กระบี่วิญญาณที่ทรงอานุภาพถึงเพียงนี้...
แววละโมบเผยขึ้นในดวงตาฉินอวี้เฟิงขณะมองกระบี่ดำ
“เจ้าตัวจ้อย วางวาสนาในมือเจ้าลง นี่เป็นของคุณชายผู้นี้!” เขาเชิดคางขึ้นสูง เอ่ยราวกับเป็นเรื่องสมควร
ผู้คนที่มุงดู “...”
ช่างเป็นคำพูดที่หน้าด้านไร้ยางอายนัก!
โยวโยวยกมือชี้ “เอาให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย กระบี่ดำดำ ไปฟันเขา!”
“ฟิ้ว—”
กระบี่ยาวพุ่งทะยานแหวกอากาศ แฝงเจตจำนงกระบี่ทำลายล้าง ทะยานเข้าใส่ฉินอวี้เฟิงอย่างดุดัน
ฉินอวี้เฟิงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวา “ข้าไม่ได้ให้เจ้ามอบให้ข้าแบบนี้เสียหน่อย!”
เขาตกใจจนเผ่นหนีสุดชีวิต
แต่กลับเห็นกระบี่ดำเบนทิศกะทันหัน แทงเข้าใส่อีกด้านหนึ่ง
พยัคฆ์ขาว “?”
ตาบอดหรืออย่างไร!
กระบี่ยาวแหวกอากาศตรงเข้าจิ้มก้นพยัคฆ์ขาว
พยัคฆ์ขาวหมุนตัวเผ่นหนี พลางด่าทอไปด้วย “นี่มันอะไรกัน เจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่!”
บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง เงียบเสียจนชวนพิกล
เซี่ยจ้วงจ้วงยืนนิ่งราวกับไก่ไม้ สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
เพราะเมื่อครู่กระบี่ดำเฉียดหนังศีรษะเขาไป เส้นผมกลางกระหม่อมถูกฟันหายไปเป็นหย่อม
เขากลายเป็นคนหัวล้านแล้ว
ยามนี้เซี่ยจ้วงจ้วงไม่รู้ว่าควรกลัวหรือร้องไห้ดี
โยวโยวเบิกตากลมดำ พอตั้งสติได้ก็โกรธจนกระทืบเท้า “ท่านปู่นกหลอกข้า! ท่านปู่นกเหม็น! ท่านปู่นกใจร้าย!”
ก็แค่ถอนขนปีกมันไปไม่กี่เส้นเอง
โยวโยวจะไม่สนใจท่านปู่นกอีกแล้ว
ไม่มีผลวิญญาณสิบผล อย่าหวังว่าจะง้อนางสำเร็จ!
ในที่สุดฉินอวี้เฟิงก็ได้สติจากความตกตะลึงครั้งใหญ่ เขาเงยหน้าหัวเราะลั่น จนแทบหัวเราะขาดใจ
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าตัวจ้อย เจ้ามาเรียกเสียงหัวเราะหรือไร!”
เสียงหัวเราะของเขาเปรียบดั่งก้อนหินที่กระทบผิวน้ำอันสงบนิ่ง เพียงชั่วพริบตาเสียงหัวเราะครืนก็ระเบิดขึ้น ผู้คนที่มุงดูต่างหัวเราะจนตัวงอ
“กระบี่วิญญาณเล่นงานพวกเดียวกัน ข้าเฒ่ามีชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!”
“ควบคุมกระบี่วิญญาณไม่ได้ ก็อย่าเอาออกมาให้ขายหน้าเลย”
“น่าเสียดายกระบี่วิญญาณชั้นดีเช่นนี้!”
พวกเขาหัวเราะจนน้ำตาไหล
พยัคฆ์ขาวแบกไข่หงส์หนีกระบี่ดำไปไกลแล้ว
ณ ที่เดิมจึงเหลือเพียงโยวโยวกับเซี่ยจ้วงจ้วง
ฉินอวี้เฟิงกลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาถูฝ่ามือไปมา พลางรวบรวมพลังวิญญาณไว้ในมือ
“เจ้าตัวจ้อย สัตว์วิญญาณทั้งสองของเจ้าหนีไปแล้ว ต่อให้ร้องเรียกฟ้าก็ไม่มีใครขาน เรียกแผ่นดินก็ไม่มีใครตอบ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นความร้ายกาจของคุณชายผู้นี้!”
“วิชาลูกไฟ!”
พลังวิญญาณสีเทาในฝ่ามือเขาแปรเปลี่ยนเป็นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้น ก่อนพุ่งเข้าใส่โยวโยวอย่างฉับพลัน
เซี่ยจ้วงจ้วงได้สติขึ้นมา แม้จะกลัวจนแทบสิ้นสติ แต่ก็ยังกัดฟันยืนขวางหน้าโยวโยว
น้องสาวตัวเล็กไร้ความผิด จะปล่อยให้นางต้องพลอยเดือดร้อนไม่ได้
เขาเซี่ยจ้วงจ้วงตายก็ตายไป อย่างน้อยจะได้ลงไปอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ใต้พิภพ
ร่างใหญ่โตของเซี่ยจ้วงจ้วงขวางอยู่เบื้องหน้าโยวโยว ราวกับภูเขาลูกย่อม
โยวโยวมองไม่เห็นฉินอวี้เฟิงที่อยู่อีกฝั่งแล้ว
“หลบไปด้านหลัง วันนี้ถ้าข้าตีเขาให้แบนไม่ได้ ชื่อราชันโยวโยวของข้าจะเขียนกลับหลัง!”
นางผลักเซี่ยจ้วงจ้วงออก แล้วล้วงยันต์แผ่นหนึ่งจากอกเสื้อ ขว้างใส่ฉินอวี้เฟิง
ฉินอวี้เฟิงมองยันต์ที่พุ่งเข้ามา พลางยิ้มเยาะ
เจ้าตัวจ้อยนี่แม้แต่กระบี่วิญญาณยังควบคุมไม่ได้ ยันต์ที่เอาออกมาจะเป็นของดีได้อย่างไร
วิชาลูกไฟของเขาย่อมเผายันต์ได้อย่างง่ายดาย
ฉินอวี้เฟิงย่ามใจเต็มที่
แต่ชั่วพริบตาถัดมา เขาก็ยิ้มไม่ออกอีก
ยันต์ปะทะเข้ากับลูกไฟ ทว่ากลับมีปากมหึมาแดงฉานอ้ากว้างออกมาจากยันต์ กลืนลูกไฟของเขาลงไปคำเดียว หลังกลืนเสร็จก็เรอเสียงดัง ก่อนพ่นควันขาวออกมาสายหนึ่ง
บรรยากาศเงียบงันอีกครั้ง
ผู้คนที่มุงดูต่างมีสีหน้าราวกับเห็นผี
พวกเขานึกว่าตนยังไม่ตื่น จึงขยี้ตาอย่างแรง
เมื่อครู่เหมือนพวกเขาจะเห็นปากยักษ์ดุจหุบเหว...
ยันต์ยังคงพุ่งต่อไปตรง ๆ เข้าใส่ฉินอวี้เฟิง
ฉินอวี้เฟิงคิดจะหนีตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าร่างถูกพลังไร้รูปร่างตรึงไว้กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้
ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ความหวาดกลัวเอ่อล้นอยู่ภายใน
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยันต์ก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าเขาแล้ว
ปากมหึมาแดงฉานบนยันต์หายไป สิ่งที่ปรากฏแทนคือแขนข้างหนึ่งซึ่งมัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นปูดโปน
แขนนั้นเหวี่ยงเป็นวงกว้าง แล้วฟาดฝ่ามือหนักหน่วงลงบนศีรษะฉินอวี้เฟิง
ฉินอวี้เฟิงถูกตบจนหมุนคว้างอยู่กับที่หลายรอบ ก่อนจะทรุดเข่าลงนั่งบนพื้นดังเพียะ
ใบหน้าซีกขวาบวมเป่ง เลือดกำเดาไหลออกจากจมูก ศีรษะเอียงไปด้านหนึ่ง
เขามีท่าทางราวกับถูกตีจนมึนงง ดวงตาเหม่อลอย
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนที่มุงดูต่างสูดลมหายใจเฮือก
ในที่สุดก็รู้ว่าโยวโยวพูดเรื่องตีจนหัวเอียงก่อนหน้านี้ไม่ได้ล้อเล่น
โยวโยวกวักมือเบา ๆ ยันต์บินกลับมา ก่อนถูกนางยัดเก็บเข้าอกเสื้ออีกครั้ง
โยวโยวโบกมือให้ผู้คนที่มุงดู น้ำเสียงแก่เกินวัย “แยกย้ายกันไปเถิด”
คำพูดนี้ดึงสติของทุกคนกลับมา พวกเขาสะดุ้งเฮือก ก่อนจะแตกฮือหนีไปทันที
ที่เดิมเหลือเพียงบ่าวไพร่ตระกูลฉินที่นอนเหยียดยาวแกล้งตาย กับฉินอวี้เฟิงที่ถูกตีจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
โยวโยวดึงแขนเสื้อเซี่ยจ้วงจ้วง “พี่จ้วงจ้วง ตระกูลเซี่ยไปทางไหน พวกเรากลับบ้านกันเถิด”
เซี่ยจ้วงจ้วงได้สติ เขามองโยวโยวด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากมองเทพผู้ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก
ดวงตาดำขาวกระจ่างคู่หนึ่งเปล่งประกายเจิดจ้า
“น้องสาว เจ้าเก่งเหลือเกิน!” ในดวงตาของเซี่ยจ้วงจ้วงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
โยวโยวได้ยินคำชม หางเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้านหลังก็ชูขึ้น “ข้าก็เก่งธรรมดาเท่านั้นเอง”
“น้องสาว ชื่อของเจ้าที่แปลว่าส้มโอนั้นเขียนอย่างไรหรือ?” เซี่ยจ้วงจ้วงตัดสินใจว่าจะจดจำชื่อผู้มีพระคุณเอาไว้ ต่อไปจะยอมเป็นวัวเป็นม้าตอบแทน
หากผู้มีพระคุณรังเกียจว่าเขาไร้ประโยชน์ ก็ให้ท่านตาเป็นวัวเป็นม้าแทนผู้มีพระคุณ
เขาไม่เก่ง แต่ท่านตาเก่งนี่นา
โยวโยวเชิดคางตอบ “อักษรโยวในคำว่าส้มโอน่ะ เจ้าเรียกข้าว่าราชันโยวโยวก็ได้ หรือจะเรียกข้าว่าลูกพี่โยวโยวก็ได้”
ใครจะรู้ว่าเมื่อเซี่ยจ้วงจ้วงได้ยิน ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างราวกับระฆังทองแดง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเปล่งคำพูดสะเทือนฟ้าดินออกมาประโยคหนึ่ง “ท่านย่าทวด!!!”
