บทที่ 4 ราชโองการ!
ตระกูลโหวสามารถยืนหยัดมาได้ 600 ปีโดยไม่ล่มสลาย ก็เพราะมีผู้มีความสามารถปรากฏขึ้นในแต่ละยุคแต่ละรุ่น มีแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบัญชากองทัพใหญ่ได้ทีละคนๆ
ทุกวันนี้ ใต้หล้าแบ่งออกเป็นสามส่วน ต้าหวู่ทางเหนือมีต้าเฟิ่ง ทางตะวันตกมีต้าชิ่ง ตงฮวงมีปีศาจใหญ่ยึดครอง ขุนเขาทอดยาวต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทางใต้มีหนานหมาน พิษกู่และมนต์เสน่ห์รุ่งเรืองไม่เสื่อมคลาย
ใต้หล้ายังห่างไกลจากความสงบสุข เมื่อมีศัตรูภายนอกเหล่านี้อยู่ ตระกูลโหวของพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องคอยเอาใจฮ่องเต้เพื่อรับพระมหากรุณาธิคุณ
ตรงกันข้าม ราชสำนักกลับต้องคอยปลอบประโลมตระกูลโหวของพวกเขาอยู่เนืองๆ ทุกปีทุกเทศกาล ในวังจะส่งของรางวัลมาให้ ครั้งนี้ การให้องค์หญิงอภิเษกสมรสลงมา ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด
ส่วนเซี่ยเฉิน... เขาไม่เคยเป็นคนที่ยอมอยู่ใต้บังคับคนอื่นเป็นเวลานาน
หากต้องทำสัญญาหมั้นหมายกับองค์หญิงผู้จะขึ้นเป็นจักรพรรดินีในอนาคตจริงๆ เมื่อถึงคราวรัฐประหารชิงบัลลังก์ในอีกห้าปีข้างหน้า ก็จะกลายเป็นติดขัดถูกมัดมือมัดเท้าไป
"เจ้าไม่อยากแต่งกับองค์หญิงหรือ?"
ชุยเมิ่งโหรวเอ่ยถามเซี่ยเฉินด้วยเสียงนุ่มนวล แววตาทอดประกายระยิบ สตรีงามวัยผู้ใหญ่มีเสน่ห์เย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาติ
"ไม่อยาก!"
เซี่ยเฉินตอบหนักแน่น ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เรื่องนี้ไม่มีทางกลับไปเปลี่ยนได้อีกแล้ว ในเวลานี้ ราชโองการน่าจะออกจากประตูวังมาแล้ว กำลังจะมาถึงจวนโหวของเราในไม่ช้า"
เซี่ยเฉียนถอนหายใจพลางส่ายหน้า เรื่องนี้ถูกหารือและตกลงไว้นานแล้ว ตอนนี้ก็แค่เอาผลออกมาพูดเท่านั้น
เซี่ยเฉินนิ่งเงียบ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร หลายสิ่งหลายอย่างถูกกำหนดไว้ตั้งนานแล้ว ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าไปมีส่วนร่วม
แต่ทั้งที่เขาคือหนึ่งในตัวเอกของงานวิวาห์ครั้งนี้แท้ๆ แต่กลับต้องมารู้เรื่องเอาหลังจากที่ทุกอย่างลงเอยเรียบร้อยแล้ว นี่มันไม่น่าขันดอกหรือ
"เดิมทีงานวิวาห์นี้ไม่ใช่ของเจ้า ฝ่าบาททรงหมายตาน้องชายของเจ้า เทพทูตผู้ประกาศราชโองการเดินทางไปถึงตงฮวง แต่ถูกน้องชายรองปฏิเสธอย่างสุภาพ พระเอกของงานวิวาห์นี้จึงเปลี่ยนมาเป็นเจ้าแทน!"
ชุยเมิ่งโหรวมองเซี่ยเฉินที่เงียบไม่พูดอะไร ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เผยการช่วงชิงเบื้องหลังการวิวาห์ครั้งนี้ออกมา
เซี่ยเฉินซักถามอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่า เดิมทีการวิวาห์นี้ควรจะพระราชทานให้แก่เซี่ยฮ่าว น้องชายของเขา แต่บิดามารดาของเขากลับปฏิเสธโดยไม่ลังเล โดยให้เหตุผลว่าเซี่ยฮ่าวอายุยังน้อย ต้องทุ่มเทกับการศึกษายุทธศาสตร์และตำราพิชัยสงคราม ไม่ควรตัดสินใจเรื่องแต่งงานเร็วเกินไปจนทำให้เสียสมาธิ
หลังจากนั้นก็ถวายฎีกาด้วยตนเอง ชี้แจงว่าเซี่ยเฉินเป็นบุตรชายใหญ่ที่เกิดจากภรรยาเอก อายุก็ใกล้เคียงกับองค์หญิงรอง และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย
หลังจากเหวินตี้ได้รับฎีกาตอบกลับฉบับนี้ ก็ทรงเงียบอยู่สามวัน ในที่สุดเช้าวันนี้จึงมีราชโองการออกจากประตูวัง ทรงตอบรับคำกราบบังคมทูลของเซี่ยยวน และกำหนดวิวาห์ครั้งนี้ลงไป
ชุยเมิ่งโหรวเห็นเซี่ยเฉินสีหน้าสงบนิ่ง ในใจก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
การเป็นพระสวามี สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ก็คือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับบุตรหลานตระกูลขุนนางผู้มีผลงานเช่นพวกเขา กลับเป็นเครื่องพันธนาการ
ย้อนไปเมื่อหกร้อยปีก่อน หลิงตี้ทรงโปรดปรานขันที ทรงแต่งตั้งญาติฝ่ายมเหสี ส่งผลให้เกิดกบฏเจ้าผู้ครองแคว้น ราชบัลลังก์เกือบถูกโค่น หากไม่ใช่เพราะอู่จงฮ่องเต้กอบกู้ราชวงศ์ ใต้หล้านี้ก็เปลี่ยนแซ่ไปนานแล้ว
หลังจากอู่จงฮ่องเต้ทรงยึดครองใต้หล้าได้แล้ว ก็ทรงสรุปบทเรียนและประสบการณ์ ทรงกำหนดว่าตั้งแต่นั้นไปญาติฝ่ายมเหสีห้ามแทรกแซงการปกครอง ห้ามดำรงตำแหน่งสำคัญ
แม้จะไม่ได้ลดทอนอำนาจญาติฝ่ายมเหสีจนหมดสิ้นในคราวเดียว แต่ญาติฝ่ายมเหสีก็ไม่ถูกนำมาใช้อีกต่อไป ทว่าหนึ่งร้อยปีก่อน ซู่จงฮ่องเต้ ทรงเริ่มนำญาติฝ่ายมเหสีกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อถ่วงดุลอำนาจในราชสำนัก
พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ที่ญาติฝ่ายมเหสีต้องเผชิญ แม้จะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ในทุกๆ ด้าน
พระสวามี ก็ถือเป็นญาติฝ่ายมเหสีประเภทหนึ่งเช่นกัน
นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ว่า ทำไมเซี่ยยวนจึงยอมแข็งกร้าวทำให้นฮ่องเต้ไม่พอพระทัย ดีกว่าจะตกลงให้องค์หญิงอภิเษกกับบุตรชายเล็ก หากฮ่องเต้จะพระราชทานองค์หญิงให้อภิเษกกับบุตรชายเล็ก
แต่งกับองค์หญิง อนาคตสิ้นหวัง!
ในแววตาของเซี่ยเฉียนมีแววทอดถอนใจ หลานชายคนนี้เดิมทีก็ชะตาอาภัพนัก แต่ราชโองการของฮ่องเต้ไม่อาจขัดขืนได้ จำเป็นต้องมีคนไปเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานสักคน
เซี่ยยวนกับภรรยาไม่ยอมให้บุตรชายเล็กของตนไป ก็ได้แต่ให้บุตรชายใหญ่คนนี้รับหน้าที่แทน
"แม้เรื่องนี้จะไม่ยุติธรรมต่อเฉินเอ๋อร์อย่างมาก แต่เฉินเอ๋อร์มีร่างกายที่ไร้ประโยชน์มาแต่กำเนิด ถึงแม้ว่าหลายปีมานี้จะทุ่มเทศึกษาตำราพิชัยสงคราม แต่สุดท้ายแล้วหนทางยุทธ์ก็มีขีดจำกัด ได้เป็นพระสวามี ประกอบกับมีตระกูลโหวของเราอยู่ ชีวิตนี้ก็มั่งคั่งไร้กังวล บางทีก็นับว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน"
เซี่ยเฉียนปลอบใจตนเองในใจเช่นนี้ แม้ในด้านความรู้สึกแล้ว เขาเฝ้ามองหลานชายคนนี้เติบโตมา เมื่อเทียบกับเซี่ยฮ่าวที่ไม่เคยเห็นหน้า ก็ย่อมมีความผูกพันทางอารมณ์มากกว่าอยู่แล้ว
แต่เขาคือประมุขตระกูล ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูลให้มากกว่า
เซี่ยฮ่าว บุตรชายเล็กของน้องชายรอง เป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด บางทีอาจมีหวังบรรลุถึงความสำเร็จเยี่ยงบรรพบุรุษเซี่ยเสวียนเจิน ในอนาคตจะได้เป็นผู้นำของตระกูล
สมควรแล้วที่ไม่ควรให้เขาถูกพันธนาการด้วยฐานะพระสวามี
……
……
แม้ในใจของเซี่ยเฉินจะเต็มไปด้วยความคับแค้น แต่ในแววตาก็ยังคงสงบนิ่งไร้คลื่นกระทบ มุมปากมีรอยยิ้มอ่อนๆ รับทุกสิ่งอย่างสงบ
เขาย่อมรู้ถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้ บิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเขาเองไม่ต้องการกระทบต่ออนาคตของบุตรชายเล็ก ดังนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีบุตรชายใหญ่ในเมืองหลวง จึงจับเขาโยนออกมา เพื่อคลี่คลายกลยุทธ์ของเหวินตี้ที่ดูเหมือนเป็นการปลอบประโลม แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำลายและกดดัน
ส่วนการวิวาห์ของเขา ก็เป็นเพียงผลผลิตจากการประนีประนอมในการต่อสู้ทางอำนาจเท่านั้น
ส่วนความคิดของเขา ความเห็นของเขา ไม่สำคัญ
"แม้แต่จักรพรรดินีที่จะครอบครองทั่วทั้งแปดทิศา ปกครองแผ่นดินด้วยพระเดชานุภาพ ก่อนจะทรงมีอำนาจ ก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมือง แล้วข้าจะมีอะไรที่รับไม่ได้เล่า"
เซี่ยเฉินมีจิตใจที่เข้มแข็ง และมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง เมื่อคิดได้ดังนี้ จิตใจก็ปลอดโปร่ง
"อีกอย่าง เดิมทีคนที่ถูกเลือกก็ไม่ได้อยากแต่งกับนาง ถูกปฏิเสธกลับมา ไม่แปลกใจเลยที่ประวัติศาสตร์สมัยเหวินตี้ช่วงนี้คลุมเครือเหลือเกิน การไม่อาจกำชะตาตนเองได้ ช่างเจ็บปวดจริงหนอ!"
เซี่ยเฉินคิดไปพลาง ถอนหายใจในใจ คำพูดสุดท้ายไม่รู้ว่าเอ่ยถึงจักรพรรดินี หรือเอ่ยถึงตนเองกันแน่
บัดนี้ เขายิ่งมุ่งมั่นในปณิธานที่จะมีอำนาจอย่างแน่วแน่!
ณ โถงหน้าจวน สาวใช้ลวี่จูมีฝีเท้ารีบร้อน แต่ก็ยังคงสง่างามเยือกเย็นก้าวเข้ามา
"นายท่าน ฮูหยิน ในวังส่งคนมา และยังเป็นท่านพ่อบ้านเย่ที่นำขบวนมาด้วยตนเองอีก ใหญ่โตเอิกเกริกยิ่งนัก"
เซี่ยเฉียนและชุยเมิ่งโหรวมองหน้ากัน ต่างรู้ดีถึงจุดประสงค์ที่มา
"เฉินเอ๋อร์ ตามพวกเราไปต้อนรับเทพทูตด้วยกันเถิด!"
เซี่ยเฉินลุกขึ้นอย่างเงียบงัน เดินตามหลังทั้งสองคน ไปเผชิญกับชะตากรรมของตนเอง
เซี่ยเฉินได้พบกับท่านพ่อบ้านเย่ที่ลวี่จูกล่าวถึง ณ หน้าประตูใหญ่ของจวนโหว พ่อบ้านเย่มีผมขาวโพลน แต่กลับดูขาวโพลนดุจกระเรียน ใบหน้าเปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัย สีหน้าแดงก่ำมีน้ำมีนวล แม้จะเป็นขันที แต่ก็มีรัศมีสง่าในตัว ไม่มีผู้ใดกล้าดูหมิ่นพ่อบ้านผู้นี้
"เย่อู๋เจิง หรือที่เรียกกันว่า พ่อบ้านเย่ ปรนนิบัติรับใช้สามรุ่นกษัตริย์ สุดท้ายก็ผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารชิงบัลลังก์มาได้อย่างปลอดภัย ในสมัยจักรพรรดินี ยังคงเป็นผู้ดูแลวังหลวง ฝีมือลึกล้ำสุดหยั่ง! เป็นภูมิต้านทานและบ่าวผู้ภักดีของราชวงศ์!"
ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏในสมองของเซี่ยเฉินเองโดยอัตโนมัติ
"ท่านผู้นี้ก็คือบุตรชายใหญ่ของท่านโหวอันตง สมกับเป็นผู้มีรูปงาม หาใช่ธรรมดาไม่!"
พ่อบ้านเย่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม มองเซี่ยเฉิน พร้อมกับเอ่ยคำยินดี
เซี่ยเฉินเห็นพ่อบ้านผู้นี้ ซึ่งในอนาคตจะได้แสดงบทบาทโดดเด่นในเหตุการณ์รัฐประหารชิงบัลลังก์ ก็ทำความเคารพเขาด้วยสายตานบนอบหนึ่งครั้ง
สิ่งนี้ทำให้พ่อบ้านเย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ยิ้มให้และผงกศีรษะเล็กน้อยแก่เซี่ยเฉิน ประทับใจในบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างดีเมื่อแรกพบ
แม้ว่าเซี่ยเฉินจะเป็นตัวเอกของงาน แต่เรื่องราวหลังจากนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขามากนัก เพียงแค่ต้องการให้เขาออกหน้าเท่านั้น
นำพ่อบ้านเย่เข้าสู่จวนโหว จากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พ่อบ้านเย่ประกาศราชโองการ เซี่ยเฉินรับราชโองการ การวิวาห์ครั้งนี้ก็ถูกกำหนดเป็นทางการลงไป
ผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้ไป เซี่ยเฉินก็ถูกทำให้เวียนหัวไปหมด ราชโองการทางการเช่นนี้ต้องปฏิบัติตามกฎมารยาทมากนัก
ดังนั้น ราชโองการทั่วไปที่เรียกกัน มักจะเป็นเพียงคำสั่งหรือราชโองการกลาง ไม่มีพิธีรีตรองยุ่งยากมากมายเช่นนี้
แต่ครั้งนี้เป็นการพระราชทานวิวาห์กับองค์หญิง ย่อมแตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นจวนโหวหรือในวังหลวง ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ เพื่อแสดงถึงความสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายมีให้
กระบวนการทั้งหมดยุ่งเหยิงจนกระทั่งบ่าย เซี่ยเฉินกำราชโองการที่ทำจากวัสดุไม่รู้ประเภท มีลายมังกรอยู่ในมือ รู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งเป็นดั่งความฝัน
ตนกำลังจะได้เป็นคู่หมั้นของจักรพรรดินีผู้นั้นจริงๆ เพียงแต่ ตนจะสามารถรอดชีวิตผ่านเหตุการณ์รัฐประหารชิงบัลลังก์ไปได้หรือไม่ จะได้เป็นพระสวามีแห่งจักรพรรดิอย่างราบรื่น
ในเหตุการณ์รัฐประหารชิงบัลลังก์นั้น เซี่ยเฉินตายในที่เกิดเหตุ เป็นเพียงอุบัติเหตุจริงๆ หรือ?
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ เขามองเห็นท่านอาสะใภ้และท่านอาที่เดินอยู่ข้างหน้า ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบเร่งฝีเท้าไปข้างกายของทั้งสองคน
"ท่านอา ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นแปดหลอมปราณแล้ว ข้าอยากจะหางานสักตำแหน่ง เพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง!"
เซี่ยเฉินสูดลมหายใจลึก เอ่ยอย่างหนักแน่นและทรงพลัง
……
【"ครั้งไท่จู่ยังทรงพระเยาว์ อุปนิสัยสงบมั่นคง ทว่าเก็บงำความสามารถ มิได้เผยโดดเด่นเหนือบุตรหลานร่วมตระกูลเดียวกัน ทว่าจักรพรรดินีแห่งอู่เฉา กลับทรงมีพระเนตรเลือกไท่จู่ได้ด้วยพระองค์เอง ทรงเชื่อว่าบุรุษผู้นี้มีความสามารถล้ำเลิศซ่อนเร้นภายใน ภายภาคหน้าจักประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เป็นแน่
ในบัดนั้น จักรพรรดินีแห่งอู่เฉา เหยากวง ยังทรงเป็นองค์หญิงอยู่ เหวินตี้แห่งอู่เฉาพอดีมีพระประสงค์จะเลือกคู่ให้เหยากวง เหยากวงจึงถวายฎีกาด้วยพระองค์เอง ไท่จู่และจักรพรรดินีแห่งอู่เฉาจึงได้หมั้นหมายและมีวาสนาร่วมกัน"
——"ประวัติศาสตร์ต้าเซี่ย", เล่มหนึ่ง, จดหมายเหตุองค์จักรพรรดิไท่จู่】