อันจิ่วถูกเขากอดเข้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างกายแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย ปลายจมูกชนเข้ากับเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายคุ้นเคยของเขา
เธอสัมผัสได้ถึงแรงกอดของเขา มันค่อนข้างหนักแน่น ถึงขั้นรัดเธอจนเจ็บนิด ๆ
ทว่าร่างกายที่สั่นไหวเล็กน้อยกับหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก กลับเผยให้เห็นอารมณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากยืนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง อันจิ่วก็ยกมือขึ้นกอดตอบ ฝ่ามือวางลงบนแผ่นหลังกว้างของเขา ความอบอุ่นจากร่างกายส่งผ่านเสื้อผ้ามาถึงมือเธอ
“ไม่ได้ไปแล้วหรือ?” เธอได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาดังมาจากเหนือศีรษะ ฟังดูอู้อี้
อันจิ่วชะงักไป ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดเขาเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามอง “เปล่าสักหน่อย ฉันแค่ไปส่งพวกเขาที่สนามบิน แล้วก็กลับมา”
แขนของเฉวียนเจิงยังคงโอบเธอไว้ ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
เขามองเธอ น้ำเสียงผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงเจือความดื้อดึงที่ไม่ยอมเลิกรา “กลับมาทำไม?”
อันจิ่วสบตาเขาโดยไม่หลบ “อยู่ดูการแข่งขันของคุณไง”
ความรู้สึกขมปร่าที่ก่ออยู่ในใจเฉวียนเจิงเหมือนถูกขนนกปัดผ่าน ทั้งคันยุบยิบทั้งชาไปหมด
เขาอดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะถามต่อ “ทำไมถึงอยากดูการแข่งขันของผม?”
คราวนี้อันจิ่วเงียบไปสองสามวินาที
“เพราะว่า...” เธอเอ่ยเบา ๆ “นี่เป็นครั้งที่คุณเข้าใกล้แชมป์เอสจีซีมากที่สุดแล้ว”
“ไม่ว่าจะในฐานะอะไร” เธอมองเขาแล้วพูดทีละคำ “ฉันก็อยากอยู่ที่นั่น”
ความรู้สึกอึดอัด สับสน และไม่มั่นคงทั้งหมดที่เฉวียนเจิงแบกรับมาตลอดหลายวัน ถูกสายตาจริงจังของเธอทำลายจนแหลกสลายในชั่วพริบตา
หัวใจราวกับถูกคลื่นอุ่นโอบซัดผ่าน อ่อนยวบจนแทบละลาย หนามแหลมที่เคยคิดว่าจะไม่มีวันถอนออกได้ ค่อย ๆ ละลายหายไปอย่างเงียบงันในทะเลแห่งความอ่อนโยนนี้
