“เทพธิดา!” เสียงของเซิ่นอวี้ดังก้องไปทั่วลานว่างหน้าศาลเทพธิดา เปี่ยมด้วยความศรัทธาแทบจะเป็นคำวิงวอน “ภัยตั๊กแตนใกล้จะถึงเมืองซิ่นตูแล้ว ชาวบ้านนับพันชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ขอเทพธิดาทรงพระกรุณา โปรดช่วยชาวเมืองซิ่นตูด้วยเถิด!”
เหล่าคนพลัดถิ่นที่อยู่ข้างหลังเขาพากันโขกศีรษะตาม หน้าผากกระแทกลงบนแผ่นหินดังตุบ ๆ เสียงหนึ่งต่อเนื่องอีกเสียงหนึ่ง
ทุกคนกำลังสวดอ้อนวอน
ทว่าในศาลกลับมีเพียงรูปปั้นเทพธิดาที่ปั้นจากดินเหนียวเท่านั้น
ดวงตาคู่นั้นที่วาดขึ้นทอดต่ำลงอย่างเรียบเฉย ราวกับกำลังมองดูสรรพสัตว์ หรือไม่ก็ราวกับไม่ได้มองอะไรเลย
การเชิญเทพลงมาประทานพรนั้น หาใช่เรื่องง่าย!
ความสิ้นหวังแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
ขณะที่ทุกคนคิดว่าเทพธิดาจะไม่เสด็จมาแล้ว จู่ ๆ บนชายคาศาลเทพธิดาก็มีแสงสีขาวสว่างวาบขึ้น
ท่ามกลางแสงสว่างนั้น มีหมาจิ้งจอกวิเศษตัวหนึ่งกระโจนลงมาจากชายคา ร่อนลงบนขั้นบันไดหินหน้าท้องพระโรงอย่างแผ่วเบา
รูปร่างของมันใหญ่กว่าหมาจิ้งจอกธรรมดาอยู่หนึ่งรอบ หางทั้งเก้าพลิ้วสะบัดอยู่เบื้องหลัง ดุจพัดสีขาวขนาดมหึมา ปลายขนมีประกายสีเงินเรืองรองจาง ๆ
ดวงตาหมาจิ้งจอกสีอำพันคู่นั้น ฉายแววของจิตวิญญาณและความหยิ่งยโสที่ไม่ใช่ของสัตว์ทั่วไป
“เทพธิดามิได้ประทับอยู่ในโลกมนุษย์” มันกล่าว “ซีหวังหมู่จัดงานเลี้ยงท้อสวรรค์ เทพธิดาได้เสด็จไปร่วมงานเลี้ยงที่สระหยกแล้ว”
สีหน้าของเซิ่นอวี้ซีดเผือดลงในทันที
งานเลี้ยงท้อสวรรค์ สระหยก ซีหวังหมู่ เรื่องปรัมปราเหล่านี้เขาเคยอ่านพบแต่ในตำราโบราณเท่านั้น
เล่าลือกันว่า บนสวรรค์หนึ่งวัน บนโลกมนุษย์หนึ่งปี
กว่าที่เทพธิดาจะกลับมาจากงานเลี้ยง เกรงว่าเมืองซิ่นตูคงกลายเป็นเมืองร้างไปนานแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจากสวรรค์ มนุษย์ช่างเล็กจ้อยยิ่งนัก
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยคำวิงวอน “ท่านหมาจิ้งจอกวิเศษ ขอได้โปรดเห็นแก่ชีวิตชาวเมืองซิ่นตูนับพันที่ใกล้ดับสูญ ช่วยวิงวอนแทนพวกข้าต่อเทพธิดาด้วยเถิด!”
