ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศรอบกายหลู่หลีก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ในสายตาของเด็กสาว จู่ ๆ เขาก็เปล่งประกายขึ้นมา ร่างทั้งร่างดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนมิอาจล่วงเกิน
อาโมเรเหม่อมองร่างอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั้น นางไม่รู้ว่าหลู่หลีคิดจะทำอะไร รู้เพียงว่าองค์ประมุขศาสนจักรในท่วงท่าเช่นนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์และเย้ายวนเหลือเกิน อยาก...กัดสักคำจริง ๆ
นางเม้มริมฝีปากล่าง ก่อนจะออกแรงเงยหน้าขึ้นจนสุดกำลัง เช่นนี้ก็จะได้เข้าใกล้เขามากขึ้นอีกนิด ใกล้ขึ้นอีกหน่อย
“อาโมเร ฉันคือประมุขแห่งรัฐศาสนา เป็นองค์สันตะปาปาแห่งศาสนจักร และเป็นผู้เลี้ยงดูมวลมนุษย์ เมื่อเธอเคารพนามของฉันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เธอก็เป็นผู้ศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า บาปของเธอ ย่อมเป็นความผิดของฉันด้วย”
“ณ ที่แห่งนี้ ณ นครศักดิ์สิทธิ์วิพริส ในการไต่สวนครั้งนี้ ต่อหน้าสายตาของทุกคน ฉันขอเอ่ยในนามแห่งพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ จงชำระล้างบาปของเธอ และประทานชีวิตใหม่ให้แก่เธอ!”
สิ้นเสียงของหลู่หลี คลื่นความโกลาหลก็พลันซัดกระหน่ำไปทั่วศาลไต่สวน ทุกคนต่างมองเด็กหนุ่มผู้สวมอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
“ใต้เท้า...รับบาปของคนบาปผู้นั้นไว้หรือ?”
“ช่างเป็นคนโชคดีอะไรเช่นนี้ ที่ได้พบองค์ประมุขศาสนจักรผู้เปี่ยมเมตตา”
“...”
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านนอก อันตีเลอามาถึงพร้อมกับศาสตราจารย์เมคัล
ระหว่างทาง หลู่หลีได้สั่งให้อันตีเลอาไปเชิญศาสตราจารย์เมคัลมายังศาลไต่สวน เขาตั้งใจจะถ่วงเวลาไว้ก่อน รอจนศาสตราจารย์เมคัลมาถึง แล้วค่อยอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุที่อาโมเรคลุ้มคลั่ง
