มีข่าวลือในเมืองหลวงว่า เรื่องนี้เร่งด่วนยิ่งนัก
ตำหนักเหลียงอีเป็นตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ องครักษ์เฝ้าอย่างแน่นหนา ในยามปกติอยากสืบข่าวอะไรก็ยากยิ่งนัก
แต่วันนี้หลังเลิกประชุมราชการช่วงเช้า องค์หญิงเจาหมิงเข้าวังเฝ้าฮ่องเต้ ถูกฝ่าบาทตำหนิอย่างหนัก และที่สำคัญกว่านั้นคือ นางยังไม่รู้จักเก็บตัวสงบเสงี่ยม กลับทำให้ฝ่าบาทกริ้วอีกครั้ง
ตามที่ทหารองครักษ์และขันทีด้านนอกตำหนักเล่าให้ฟังว่า ฝ่าบาท เกือบสั่งประหารเฉียนเฉี่ยน
แต่ทำไมถึงเกือบเล่า
เพราะสุดท้ายเฉียนเฉี่ยนเดินออกจากประตูวังด้วยสองเท้าของตนเอง
หลังนางออกจากวัง ฮ่องเต้ออกพระราชโองการหลายฉบับติดต่อกัน แต่ละฉบับยิ่งทำให้ผู้คนตะลึงพรึงเพริดมากยิ่งขึ้น
ฉบับแรก คือการปลดโทษกักบริเวณองค์รัชทายาทเจ้า-จิ่นหนาน แม้จะไม่กล่าวว่าอนุญาตให้ขึ้นว่าราชการได้ แต่ก็ถือว่าพ้นจากสภาพกักบริเวณในตำหนักแล้ว
ฉบับที่สอง กองลาดตระเวนละเลยหน้าที่ เห็นเหตุการณ์บานปลายแต่ไม่รีบสั่งยับยั้ง ผู้บัญชาการรองที่ออกเวรวันนั้นย่อมหนีความผิดไม่พ้น
เฆี่ยนแปดสิบครั้ง ถอดจากตำแหน่งขุนนางทั้งหมด
ส่วนแม่ทัพใหญ่หวยหยวนกู้จุ่น ที่เพิ่งได้รับการเสนอชื่อให้ขึ้นมาคุมกองลาดตระเวน แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ก็ต้องพลอยถูกลงโทษไปด้วย
กู้จุ่นถูกลดขั้นหนึ่งตำแหน่ง จากแม่ทัพหวยหยวนผู้องอาจ กลายเป็นแม่ทัพเจ้าเมืองขั้นสามชั้นเอก
ตอนเพิ่งกลับเมืองหลวง ก็ดูมีอำนาจล้นฟ้า แผ่อิทธิพลไปทั่ว
แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ออกรบชายแดนสองครั้ง ที่เหลือ กลับจัดการอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง
คนเราไม่กลัวถูกดึงเข้าวงโคจรความขัดแย้ง ไม่กลัวการต่อสู้
แต่กลัวความธรรมดาสามัญ ไร้ความสามารถ ไร้ค่าให้ใครนึกถึง สุดท้ายก็ไม่มีใครจำชื่อได้อีกต่อไป
กู้จุ่นตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์อึดอัดใจ
