เหอหย่วนไม่รอให้หลินจื่อเซวียนระเบิดอารมณ์ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย
“คำพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ เสี่ยวฉิน เธอเรียนมาสูง จะพูดว่าผู้หญิงยุคใหม่ต้องพึ่งพาตัวเองเพื่อสร้างคุณค่าให้ชีวิตก็ได้
แต่ในสังคมของเรายังมีผู้หญิงระดับล่างอีกไม่น้อย แค่เลี้ยงลูกกับดูแลพ่อแม่ก็ใช้แรงกายแรงใจจนหมดแล้ว
หรือผู้หญิงที่เป็นอิสระอย่างที่ว่า จะต้องตำหนิพวกเธอว่าทำไมไม่ออกไปทำงานกันทุกคนหรือไง?”
หลินจื่อเซวียนหัวเราะเยาะตาม “นี่มันคำพูดของคนไม่รู้จักความลำบากของคนอื่นชัด ๆ บางคนนะ ยิ่งเรียนสูง ใจก็ยิ่งคับแคบ”
เดิมทีเซิ่งหมิงกำลังคุยเรื่องเชกสเปียร์กับอวี๋ฉิน ทั้งยังนัดกันไปดูคอนเสิร์ตช่วงสุดสัปดาห์
พอเห็นบรรยากาศทางนี้ตึงเครียด เขาก็กลอกตา ก่อนจะกระซิบกับอวี๋ฉินว่า
“ถ้าไม่รู้ว่าเธอมางานเลี้ยงรุ่น ฉันก็คงไม่มาหรอก”
อวี๋ฉินยิ้มให้ “ฉันก็มาเพราะรู้ว่าคุณจะมานี่แหละ”
เซิ่งหมิงชะงักไป ก่อนจะเกาหัวอย่างเขิน ๆ
“ขอโทษนะ ถ้าฉันติดต่อเธอตั้งแต่แรกก็คงดี ทั้งที่มีช่องทางติดต่อของเธอแท้ ๆ แต่ฉันกลับขี้ขลาดเกินไป”
อวี๋ฉินเอ่ยเสียงแผ่ว “ที่จริงฉันก็เหมือนกัน งั้นเรามาเริ่มต้นจากตอนนี้ แล้วกล้าหาญขึ้นอีกสักหน่อยกันนะ?”
เซิ่งหมิงพยักหน้าทันที ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาให้เธอดูรูปครอบครัว
“บ้านฉันมีแค่พ่อแม่กับน้องสาว พวกเขาเข้ากับคนง่ายมาก แต่ช่วงนี้ฉันกำลังเก็บเงินอยู่ ถึงตอนนั้นจะซื้อบ้านอีกหลัง ฉัน...ฉันจะมอบอนาคตที่ดีให้เธอ”
