ชื่อมีไว้ให้คนอื่นเรียก
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อเต็ม 'เซี่ยจืออวี่' แทบไม่เคยปรากฏออกจากปากใครเลย ลูกน้องเรียกเขาว่าพี่อวี่ ส่วนเหอจิ่วกับคนในบ้านของเขาก็เรียกอวี่จนติดปาก
เวลาที่ต้องใช้ชื่อจริง ๆ ก็มักจะเป็นตอนอยู่ในงานเลี้ยงบางแห่ง ตอนจับมือกับอีกฝ่ายพร้อมกับพูดเรียบ ๆ ว่า 'เซี่ยจืออวี่'
ถึงตอนนั้นอีกฝ่ายก็มักจะพูดอย่างสุภาพว่า ต่อไปนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับคุณเซี่ยด้วยนะครับ
อวี่
พี่อวี่
คุณเซี่ย
ท่ามกลางความเงียบประหลาด เซี่ยจืออวี่ค่อย ๆ หันกลับมา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับสุภาพบุรุษผู้ดี เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
เขาก้มตัวลงเล็กน้อย "คุณผู้หญิง มีธุระอะไรหรือครับ"
สิ้นเสียง ลูกค้าในร้านที่ชะงักไปก่อนหน้านี้ก็ได้สติกลับมา เหมือนนักแสดงสมทบที่พร้อมเข้ากล้อง ทุกอย่างกลับมาคึกคักเหมือนเดิม
เวินหนิงขมวดคิ้วนิดหนึ่ง หางตามองเห็นเฉินเยว่เจี่ยวกับเพื่อนของเธอ
สองคนนี้ยังไม่หายตะลึง ปากอ้าตาค้างเป็นรูปโค้งเกินจริง
นั่นก็ไม่แปลก ถ้าตัวเธอเองไม่มีวิธีเด็ด ๆ ก็คงต้านออร่ากดดันของคนตรงหน้าไม่ไหวเหมือนกัน
และวิธีนั้นก็คือ เมื่อคุณรู้ตัวว่าอีกฝ่ายเหนือกว่าคุณมาก ให้เพ่งสมาธิไปที่อวัยวะบนใบหน้าสักชิ้นเดียว จิตใต้สำนึกจะตัดรัศมีน่ากลัวรอบ ๆ ออกไปโดยอัตโนมัติ อย่างตอนนี้ เธอจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย ในหัวก็เหลือแค่—ดูนุ่มมาก อยาก...
"...อยากถามนายน่ะ" เธอตั้งสติได้ "อยากถามอะไรสักอย่าง"
"ถามผม เรื่องหนึ่ง?"
สีหน้าของเซี่ยจืออวี่ดูเหมือนไม่เข้าใจประโยคนี้เลยสักนิด เวินหนิงเอียงคอ ประโยคนี้มันเข้าใจยากขนาดนั้นเลยเหรอ
แต่ริมฝีปากของเขาดูนุ่มจริง ๆ นะ ถึงแม้สีจะซีดไปหน่อย ไม่ค่อยมีเลือดฝาด แต่พอประกอบกับโครงหน้านี้แล้ว ให้ความรู้สึกแบบชายงามขี้โรคยังไงไม่รู้
...คิดนอกเรื่องอีกแล้ว
เวินหนิงรื้อความคิดใหม่อยู่สองสามวินาที "คือแบบ ฉันจะจ่ายเงินให้ นายตั้งราคาได้เลย"
ประโยคนี้ยิ่งน่าขำใหญ่
เซี่ยจืออวี่มองเธออย่างพิจารณาครู่หนึ่ง แล้วหรี่ตาลง "เคยเช็กราคาตลาดมาก่อนไหมครับ"
ราคาตลาด?
เวินหนิงส่ายหน้า
แต่ขอแค่ไม่ใช่ราคาที่เว่อร์เกินไป เธอจ่ายไหวทุกอย่าง
เขาค่อย ๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นหนึ่งนิ้ว ข้อนิ้วเรียวยาวสวยงาม น่ามองพอ ๆ กับใบหน้าของเขาเลย
เวินหนิงจ้องมองนิ้วนั้น
"หนึ่งหมื่น?"
เซี่ยจืออวี่เงียบ
เธอทายอีก "หนึ่งร้อย?"
"..."
"หนึ่งพัน?"
"..."
เวินหนิงกะพริบตาปริบ ๆ "คงไม่ถึงขั้นหนึ่งชีวิตหรอกใช่มั้ย"
ไม่แปลกที่บอดี้การ์ดจะหนังตากระตุก
ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับยิ่งยิ้มมุมปากกว้างขึ้น "เราอยู่ในสังคมที่ใช้กฎหมายครับคุณผู้หญิง"
"ฉันล้อเล่นน่ะ" เธอเสริมต่อ "สรุปว่าราคาเท่าไหร่กันแน่ ฉันเดาไม่ถูก"
"ต้องดูว่าคุณอยากถามเรื่องอะไร"
พูดจบเขาก็หันหลังกลับ เดินถือถุงพลาสติกออกไปข้างนอก มีเสียงกางเกงเสียดสีกับถุงเบา ๆ ดังกรอบแกร็บ เหมือนสัญญาณเชิญชวนให้เธอตามไปด้วย
เวินหนิงหันไปขอเหรียญจากเฉินเยว่เจี่ยวที่ยังทำหน้างง ๆ แล้วรีบเดินตามไป
"นายไม่อยากถามบ้างเหรอว่าฉันเป็นใคร" เธอเดินแซงบอดี้การ์ดแล้วเงยหน้าถาม
อีกฝ่ายเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงข้างเดียว "คุณผู้หญิงครับ ต่อให้ผมไม่ถาม คุณก็คงบอกผมอยู่ดีแหละ"
ก็จริงของเขา
เวินหนิงยื่นมือให้ "ฉันแซ่เวินค่ะ ลูกสาวเวินเจิ้งซาน"
"คุณเวินครับ"
เขาพยักหน้า แต่ไม่ยื่นมือมาจับตอบ กลับเดินต่อไปเรื่อย ๆ
เวินหนิงชะงักไปไม่กี่วินาที แล้วสะบัดข้อมือตัวเองเบา ๆ ก่อนเก็บกลับ
"ไม่กี่เดือนก่อนฉันเคยเจอนายที่บ้าน" เวินหนิงพูด "ตอนนั้นพ่อมีเรื่องให้นายช่วย ฉันได้ยินว่าเขาให้ค่าตอบแทนนาย"
"แล้วไงครับ" เซี่ยจืออวี่หยุดอยู่กับที่
"เขาให้นายเท่าไหร่"
"ถ้าคุณเวินสนใจ ก็กลับไปถามคุณพ่อคุณเอาเองก็ได้ครับ"
"ฉันไม่ถึงขั้นต้องรู้หรอก อย่างที่นายว่า ฉันแค่กะราคาตลาดดูเฉย ๆ งั้นถ้าราคาเหมาะสม นายจะรับงานฉันไหม" สายลมพัดผ่าน เวินหนิงได้กลิ่นบุหรี่จาง ๆ จากข้างตัว เธอเลยถามต่อโดยไม่ทันคิด "เมื่อกี้นายไปสูบบุหรี่ที่ปากซอยมาเหรอ"
"ฟังดูแล้วนั่นน่าจะเป็นอีกคำถามนึงนะครับ" เซี่ยจืออวี่ว่า
"โอเค ถือว่าฉันไม่ได้ถาม" เวินหนิงยักไหล่ "งั้นเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ถ้าฉันอยากรู้ว่าคนที่พ่อฉันพูดถึงในวันนั้นเป็นใคร ราคาเท่าไหร่"
"ความลับของลูกค้า คุณเวินคิดว่าผมจะบอกคุณด้วยเหตุผลอะไรครับ"
ก็จริงอีก
เวินหนิงเองก็ไม่ได้คิดว่าจะได้คำตอบมาง่าย ๆ อยู่แล้ว ฟังแล้วก็แค่พยักหน้า
ที่มาเกาะมาเก๊านอกจากหนีงานแต่งแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นอีก—คือบทสนทนาที่เธอแอบฟังได้หน้าห้องหนังสือวันนั้น ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นในใจ
ที่เกาะมาเก๊ามีคนอยู่คนหนึ่ง คนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวเริ่มระหองระแหงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เธอต้องรีบแต่งงานเพื่อถอนตัวจากการแย่งสมบัติครอบครัว
และคนคนนั้น ตอนนี้อยู่ในการคุ้มครองของชายตรงหน้า ตามคำสั่งของเวินเจิ้งซาน
เดิมทีเวินหนิงอยู่ที่เกาะมาเก๊าแค่เพราะตั้งข้อสงสัยไว้ ค่อย ๆ สืบหาทีละขั้น ใครจะไปรู้ว่าฟ้ากลับยื่นทางลัดมาให้ถึงที่
นี่มันไม่ใช่โชคชะตาของเธอแล้วหรือไง
ถ้าฟ้ายังช่วยเธอขนาดนี้ มันต้องไม่ปิดประตูตายแน่
เธอจึงพูดว่า "วันนั้นนายรู้อยู่แล้วว่าฉันอยู่หน้าประตู แต่กลับไม่แฉ งั้นฉันจะพนันด้วย"
"พนันว่าผมจะใจดีจนถึงที่สุดน่ะเหรอครับ" เซี่ยจืออวี่ยกยิ้ม
" ไม่ได้เหรอ"
เขาไม่บอกว่าได้หรือไม่ได้
ไม่ไกลออกไป รถเก๋งสีดำที่จอดอยู่ริมถนนค่อย ๆ เลื่อนเข้ามา บอดี้การ์ดรีบวิ่งไปเปิดประตู
เวินหนิงเดาว่าเวลาที่เธอจะใช้เจรจาโน้มน้าวนั้นเหลือน้อยแล้ว
เธอยกมือขึ้น "ฉันมีเหรียญบาทหนึ่งเหรียญ มาเสี่ยงทายหัวก้อยกัน ถ้าฉันทายถูก นายต้องตอบคำถามฉัน ส่วนค่าตอบแทนก็จ่ายให้ตามเดิม แต่ถ้าทายผิด ฉันจะไม่ตื๊อนายต่อ"
เซี่ยจืออวี่หัวเราะเบา ๆ "คุณเวินครับ คุณว่าเกมนี้มันไม่ยุติธรรมไปหน่อยเหรอ"
"งั้นเหรอ"
"ไม่ว่าจะทายถูกหรือผิด มันก็ไม่มีประโยชน์กับผมเลย"
เวินหนิงพยักหน้าหนักแน่น "อ๋อ แสดงว่านายชอบให้ฉันตื๊อ"
"..."
"งั้นฉันขอเปลี่ยนเงื่อนไขนิดนึง" เธอว่า "ถ้าทายผิด ฉันจะตื๊อนายต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทายถูก อย่างนี้ยุติธรรมแล้วใช่ไหม"
น่าสนใจ
เล่นลิ้นเปลี่ยนแนวคิด แถมยังตอแยเก่งเสียด้วย
เซี่ยจืออวี่มองเธออย่างสนใจ "เอาครั้งเดียวรู้ผลเลยไหมครับ"
"ตกลง"
เวินหนิงใช้นิ้วโป้งดีดเหรียญขึ้นจากมุมหนึ่ง
ดังติ๊ง—เบา ๆ
แสงจากเหรียญสะท้อนวาววับพลิกกลับอย่างรวดเร็วขึ้นไปบนอากาศใต้หลอดไฟเก่า ทิ้งร่องรอยแสงโค้งจาง ๆ
เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือประกบกัน เวินหนิงกดเหรียญไว้ในอุ้งมือ
"ฉันทายว่า..." เธอคิดครู่หนึ่ง "เป็นหัว"
สิ้นเสียง ฝ่ามือเปิดออกนิดนึง แสงลอดออกจากซอกนิ้ว—ลายเรือใบ เป็นหัวจริง ๆ
แววตาเวินหนิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
กำลังจะพูด แต่เซี่ยจืออวี่กลับขัดก่อน
"เอาสองในสามดีกว่า"
"..."
ยังไงก็ตามเธอเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือเขา เวินหนิงจึงเม้มปาก
เธอยกเหรียญขึ้นอีกครั้ง ติ๊งอีกครั้ง แสงโค้งวาบขึ้นกลางอากาศอีก
เพี๊ยะ—
"รอบนี้ ฉันทายว่าก้อย"
พูดพลางเวินหนิงก็กดฝ่ามือที่ประกบกันไว้แน่น ถูเบา ๆ เหมือนอธิษฐานสองสามที แล้วค่อย ๆ เลื่อนฝ่ามือออก ก็เป็นก้อยจริง ๆ
เธอถอนใจโล่งอก แต่พอสบตาคู่ที่ดูหม่นหมองนั้น ก็เกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว "ห้ามบอกเอาสามในห้านะ"
เซี่ยจืออวี่ไม่ได้พูดอะไร แต่มีสีหน้าหงุดหงิดนิด ๆ
ถึงอารมณ์นี้จะดูขัดกับหน้าตาเขา แต่ก็ดูเหมือนเขาไม่เลวถึงขั้นขี้โกง
"ฉันชนะแล้ว"
เวินหนิงเชิดคาง มองเขาอย่างสมภาคภูมิ
ชายหนุ่มยังคงทำหน้าเหมือนเดิม แต่แผ่นหลังกลับค่อย ๆ ยืดออก ดูผ่อนคลาย เขายิ้ม "แต่ว่า ผมก็ไม่เคยสัญญานี่ครับ ว่าถ้าชนะแล้วจะให้คุณจัดการอะไรก็ได้"
สีหน้าเวินหนิงชะงักแข็งทันที "นายเป็นคนบอกเองว่าเอาครั้งเดียวรู้ผล"
"ผมแค่อยากเล่นเสี่ยงเหรียญแก้เบื่อขึ้นมาเฉย ๆ แค่นั้นเอง"
"..."
ก็จริง เขาไม่เคยตอบตกลงเงื่อนไขของเธอแบบชัด ๆ
เขาแค่ใช้วิธีบอกใบ้
เวินหนิงปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ ในอก แต่ก็ช่างเถอะ ตัวเธอเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ไปทั้งหมด
มองเขานั่งเข้าไปในรถ เธอเม้มปาก ครั้งแรกอาจฝืด ครั้งหน้าก็ชินเอง พอรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร โอกาสก็มีมากขึ้น
ขณะกำลังคิดอยู่อย่างนั้น กระจกรถก็เลื่อนลงตรงหน้าเธอ
"อ้อ คุณเวินครับ"
เวินหนิงมองไป
"ผมไม่ใช่คนดีอะไรอย่างที่คุณคิดหรอก" ชายหนุ่มเตือนด้วยความหวังดี "คุณเวินอย่าไปไว้ใจคนแปลกหน้ามากเกินไปเลยนะครับ"
