ไม่ว่าอย่างไร สูลินก็ไม่ได้ยินอยู่แล้ว
แต่ท่าทางที่เขาโยนสิ่งนั้นทิ้งกำลังบอกเธอว่ามันกินไม่ได้ มิน่าล่ะเธอถึงทรมานหลังจากกินเข้าไป
สูลินหันไปมองเถาวัลย์ เถาวัลย์ใหญ่กว่าเมื่อวานแล้ว ไม่ได้เล็กบางเหมือนเชื้อราอีกต่อไป
มันเติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังคงเป็นสีโปร่งใส มีเพียงส่วนรากที่แต้มสีเขียวจาง ๆ เถาวัลย์อ่อนนุ่มชุ่มฉ่ำส่งกลิ่นหอมเย้ายวนคล้ายแตงโมแช่เย็นลูกโต
กลิ่นของเถาวัลย์คล้ายแตงโมแช่เย็นที่ผ่าออกแล้ว ลอยอบอวลอยู่รอบบริเวณ
เธอยื่นปลายนิ้วออกไปเด็ดเถาวัลย์มาหนึ่งท่อน สัมผัสดูชุ่มฉ่ำอวบอิ่ม มองแล้วเหมือนจะกินได้
จากนั้น สูลินก็ยัดเถาวัลย์อ่อนเข้าไปในปากอย่างไร้อารมณ์ ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของหลินชิงจั๋ว
เคี้ยว ๆ ๆ...
อืม กรอบนิด ๆ สัมผัสคล้ายแมงกะพรุน มีกลิ่นหอมสดชื่นของแตงโม ดูเหมือนจะพอไหว กินได้
เธอรู้สึกได้ว่าเถาวัลย์กำลังสั่นระริก แต่ไม่เป็นไรหรอก
แค่นี้ไม่ทำให้บาดเจ็บอะไร
ทว่าหลินชิงจั๋วที่อยู่ข้าง ๆ กลับสั่นยิ่งกว่าเถาวัลย์เสียอีก
หัวใจเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นไกด์ทำเช่นนั้น ลมหายใจพลันรวนเพราะความตกใจ
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเซนทิเนลว่าการทำร้ายร่างจิตของตัวเองเป็นการทำลายตัวเองอย่างรุนแรงเพียงใด
เซนทิเนลที่ถูกมลพิษกัดกร่อนมานานโดยไม่มีใครช่วยปรับสมดุล ย่อมทนไม่ไหว เมื่อถึงขีดจำกัด เซนทิเนลบางคนก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทำร้ายร่างจิตของตัวเองจนเสียสติและฆ่าตัวตาย พฤติกรรมของไกด์ตอนนี้ไม่ต่างจากเซนทิเนลเลย
สูลินไม่สนใจเขา แล้วดึงเถาวัลย์อ่อนออกมาอีกกำหนึ่ง ภาพนั้นในสายตาหลินชิงจั๋วไม่ต่างอะไรกับเซนทิเนลที่เสียสติและฆ่าตัวตาย
