หลิ่วโหรวยามปกติมิได้ทานจุมากนัก ทว่าวันนี้นางรู้สึกว่าตนเองเจริญอาหารยิ่งนัก ตะเกียบในมือแทบมิได้หยุดพัก
เมื่อเห็นหลิ่วโหรวทานได้เอร็ดอร่อยเพียงนั้น บุรุษร่างใหญ่โต๊ะข้างเคียงก็อดกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามมิได้
หัวอกพวกเขาในยามนี้ ก็ถูกรสหอมกรุ่นของอาหารดึงดูดไปสิ้น กระทั่งหลงลืมไปว่าที่ตนเดินทางมาครานี้ ก็เพื่อไล่ล่าสังหารหลิ่วโหรว
“เหตุใดยังไม่มาอีก”
“จริงแท้ ข้าพลันหิวจนทนมิไหวแล้ว”
“เชื่องช้าเสียจริง หนอนยั้วเยี้ยในท้องข้าก่อกบฏไปหมดแล้ว”
“ชู่ว์ เสียงเบาหน่อย ให้ไอ้หมอนั่นได้ยินเข้า พวกเราต้องถูกเข่นอีกเป็นแน่”
......
บุรุษกำยำทั้งเจ็ดพากันบ่นเบา หากเปลี่ยนเป็นที่อื่น พวกเขาคงทุบโต๊ะด่ามารดากันนานแล้ว ทว่า ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาหาได้กล้าไม่
ก็เพราะมีพานสืออยู่นี่อย่างไรเล่า!
“แขกผู้มีเกียรติขอรับ อาหารของพวกท่านมาแล้ว”
มิทันนาน พานสือก็ยกถาดเดินเข้ามา
บนถาดมีผัดกะหล่ำปลีใส่เนื้ออยู่หนึ่งชามกับข้าวสวยอีกเจ็ดถ้วย
“พวกเราเอาเอง ข้าจัดการเองก็พอ”
คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นยืน ยกอาหารจากถาดลงมา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หาได้มีแววขุ่นเคืองแม้แต่น้อย
พวกเขามิกล้าบ่น
แต่แท้จริงแล้ว โรงเตี๊ยมส่งอาหารก็มิได้ล่าช้าเลย ภายใต้การหนุนหลังของโรงครัวระดับห้า เสวียเทาปรุงอาหารได้รวดเร็วนัก ก่อนหน้านี้ที่คนกลุ่มนั้นรู้สึกว่าช้า ก็เพราะพวกเขาอดรนทนรอมิได้ที่จะลิ้มรสอาหาร ใช่ช้าอย่างจริงแท้ไม่
อาหารเพิ่งวางลง คนทั้งหลายก็เริ่มตะกลามอย่างอดใจมิอยู่
