"เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมนี้เป็นยอดฝีมือ!"
อู๋ฉางโซ่วมีสีหน้าเคร่งขรึม
ทั้งแปดคนพยักหน้าพร้อมเพรียง แสดงความเห็นด้วย
"เหตุใดพวกเจ้าไม่กล่าวก่อนเล่า?!"
อู๋ฉางโซ่วระบายโทสะใส่ทั้งแปด
"พวกข้ามิทราบว่าเขาร้ายกาจถึงเพียงนี้ แม้แต่ท่านผู้อาวุโสยังมิใช่คู่มือเขา" หนึ่งในนั้นรีบอธิบาย
คนอื่น ๆ พยักหน้าติด ๆ กัน
"นี่เจ้ากำลังโทษว่าข้าฝีมือด้อยหรือ?" อู๋ฉางโซ่วยิ่งเดือดดาล
"มิได้ ข้าน้อยมิกล้า"
"ฮึ!"
อู๋ฉางโซ่วส่งเสียงเย็นชา ก่อนหันกลับมามองในโรงเตี๊ยม
ลู่เหยียนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายอารมณ์
พานสือยืนตระหง่านราวกับเจดีย์เหล็กอยู่ข้าง ๆ ไร้ซึ่งสีหน้าอารมณ์ใด
"เหตุใดโรงเตี๊ยมนี้จึงมียอดฝีมือเช่นนี้?" อู๋ฉางโซ่วเผยแววฉงน "เพียงเสี่ยวเอ้อยังเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเถ้าแก่ก็ย่อมร้ายกาจยิ่งกว่า?"
ตามหลักแล้ว สถานที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ แถมยังอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ทรุดโทรม ไม่สมควรมียอดฝีมือเช่นนี้อยู่ แต่เมื่อได้พบเข้าแล้ว อู๋ฉางโซ่วก็ยากจะทำใจเชื่อ
"ท่านผู้อาวุโส เถ้าแก่คนนั้นดูเป็นเพียงคนธรรมดา มิสู้ให้พวกข้าล่อเสี่ยวเอ้อผู้นั้นออกไป แล้วท่านผู้อาวุโสจัดการควบคุมตัวเถ้าแก่ หากควบคุมเถ้าแก่ได้แล้ว เสี่ยวเอ้อผู้นั้นก็ต้องจำนน สุดท้ายก็ไม่มีใครปกป้องนางคนนั้นได้อีก"
หนึ่งในศิษย์เดินเข้ามาใกล้ แล้วเสนอแผนเบา ๆ
ทว่า เมื่ออู๋ฉางโซ่วได้ยิน กลับถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน
