พ่อค้าหัวใส ยอดกุนซือ โรงแรมที่หนึ่งใต้หล้า!

บทที่ 4 สถานการณ์น่าเป็นห่วง

6 นาที· 1.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

เฉินม่อจากบ้านเกิดมาได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว ตลอดเวลาเกือบเดือนนี้ เขาพักโรงเตี๊ยมมาหลายแห่ง

ทว่าโรงเตี๊ยมเหล่านั้น แม้แต่ละแห่งจะดูหรูหรา สะอาดกว่าโรงเตี๊ยมตรงหน้า แต่ด้านความสะดวกสบาย กลับไม่มีที่ไหนเทียบเท่าโรงเตี๊ยมนี้

ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ที่นี่คือที่ที่เขาหลับสบายที่สุด

หลังจากล้างหน้าล้างตาง่าย ๆ เฉินม่อก็เก็บข้าวของและออกจากห้อง

“แขกตื่นแล้วหรือ?” ลู่เหยียนยิ้มต้อนรับเฉินม่อที่เดินลงบันไดมา “เมื่อคืนหลับสบายไหม?”

“สบายมาก” เฉินม่อพยักหน้า

“แขกยังไม่รู้” ลู่เหยียนเริ่มโม้ “เตียงของโรงเตี๊ยมเราล้วนเป็นฝีมือปรมาจารย์ ดูเผิน ๆ ธรรมดา คนไม่รู้จักอาจมองว่ามันเก่าผุ แต่แท้จริงแล้ว มันช่วยให้นอนหลับดีมาก ช่วยขจัดความอ่อนล้าของแขกได้รวดเร็ว ให้แขกฟื้นฟูเรี่ยวแรงและจิตใจได้อย่างดี”

“วิเศษถึงเพียงนี้เชียว?” เฉินม่อประหลาดใจ

“ข้าพูดโม้หรือไม่ แขกคงรู้ดีที่สุด” ลู่เหยียนหัวเราะ

เฉินม่อพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

ก่อนหน้านี้เขายังสงสัยว่าความรู้สึกของตนนั้นเป็นภาพลวงหรือไม่ มาบัดนี้เมื่อได้ฟังลู่เหยียนพูดเช่นนี้ เขาก็แน่ใจแล้วว่าความรู้สึกตนไม่ใช่ภาพลวง

เตียงในโรงเตี๊ยมนี้ช่วยให้หลับสบายจริง ๆ

“แขกจะเดินทางต่อหรือ?” ลู่เหยียนเหลือบมองห่อสัมภาระของเฉินม่อ

“อืม” เฉินม่อพยักหน้า “จะเข้านครหลวงไปสอบ ไม่อาจรีรอ”

“จะกินข้าวเช้าไหม?” ลู่เหยียนถาม

“ฟรีหรือไม่?”

“ไม่ฟรีแน่นอน”

“ขอลา!”

เฉินม่อไม่ทันถามราคาด้วยซ้ำ หันหลังเดินจากไป ท่วงท่าเด็ดเดี่ยวราวกับปักใจแน่วแน่

เห็นได้ชัดว่าเขาถูกค่าบริการของโรงเตี๊ยมนี้ขู่จนหวาด

มองแผ่นหลังของเฉินม่อที่กำลังจะจากไป ลู่เหยียนออกอาการงุนงงอยู่บ้าง กระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปแล้ว เขาจึงส่ายหน้า พูดเบา ๆ ว่า

“การค้าช่างยากแท้”

เดิมคิดจะหากำไรจากเฉินม่ออีกสักหน่อย มาบัดนี้ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

“พานสือ!”

“ขอรับ”

“ไปส่งเฉินม่อหน่อย ส่งเขาไปถึงเมืองหน้า แล้วดูสภาพสองข้างทางพลาง ๆ กลับมารายงานข้า”

“ขอรับ”

แท้จริงลู่เหยียนอาจบีบบังคับให้เฉินม่อเสียเงินก็ได้ แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น กลับเลือกการบริการที่เหนือชั้นกว่า

หากต้องการให้กิจการยั่งยืน “การบังคับซื้อขาย” นั้นไม่เอื้อเลย ลู่เหยียนตั้งใจจะลงแรงด้านการบริการ

พานสือกลับมาถึงโรงเตี๊ยมในตอนบ่าย

“นายท่าน ข้ากลับมาแล้วขอรับ”

“ว่าไป”

“ขอรับ เมื่อเดินตามทางเล็กหน้าโรงเตี๊ยมเราไปอีกประมาณ 10 ลี้ ก็จะกลับเข้าสู่เส้นทางหลวง แม้เป็นทางหลวง แต่เพราะขาดการซ่อมบำรุง หนทางจึงไม่ค่อยดีนัก เดินตามทางหลวงต่อไปอีกประมาณ 10 ลี้ ก็จะถึงตัวเมืองที่ใกล้ที่สุด เป็นอำเภอเล็ก ๆ มีคนราวสองพันคน ชื่อว่าซงหยาง ระหว่างโรงเตี๊ยมเรากับอำเภอซงหยางนั้น ไม่มีโรงเตี๊ยมอื่นใดเลย มีแต่ผืนป่า อย่างไรก็ดี ประเทศที่เราอยู่ชื่อว่าต้าเฉียน”

“ก่อนถึงทางหลวง สภาพถนนก็เหมือนหน้าโรงเตี๊ยมหรือไม่?”

“ก็คล้าย ๆ กัน”

“ถ้างั้น ทางเล็กเส้นนี้คือทางแยกของทางหลวงหรือ?”

“ขอรับ ทางแยกนี้มีทางเข้าออกอยู่ในป่า ค่อนข้างซ่อนเร้น หากไม่มีใครชี้แนะ ก็เห็นได้ไม่ง่ายนัก”

ข้อมูลที่พานสือนำกลับมา ทำให้ลู่เหยียนทั้งดีใจและกังวล

ดีใจที่ตราบใดมีคนใช้เส้นทางนี้ เขาก็ไม่มีคู่แข่ง หากจะพักโรงเตี๊ยม ก็ย่อมเป็นที่นี่ หรือไม่ก็ต้องนอนกลางทุ่ง

ที่กังวลก็คือ ทางสายนี้ทั้งลึกลับ ทั้งลำบาก คนทั่วไปคงเลือกเดินทางหลวงต่อไปดีกว่า

แม้ทางหลวงจะไม่ค่อยดี แต่ก็กว้างขวางและปลอดภัยกว่า

ลู่เหยียนยังนับว่าโชคดีเล็กน้อย ในวันเปิดกิจการวันแรกก็พบแขกอย่างเฉินม่อ ไม่เช่นนั้น ระบบโรงเตี๊ยมของเขาคงยังไม่ถูกเปิดใช้จนบัดนี้

“พอแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้ พรุ่งนี้เช้า เจ้าไปที่ทางเข้าออกของทางแยก จัดการขจัดสิ่งกีดขวางกับวัชพืชบนพื้นออก ทำให้ทางเข้าออกเด่นชัดขึ้นอีกหน่อย”

ลู่เหยียนรู้สึกว่าอย่างน้อยตนควรทำอะไรสักอย่าง แม้ไม่อาจแน่ใจว่าได้ผล แต่ก็ยังดีกว่าอยู่นิ่งเฉย

“ขอรับ”

ค่ำวันนั้น ต่อให้ลู่เหยียนจะเฝ้ามองจนตาแทบหลุด ก็ยังไม่เห็นแม้แต่คนผ่านทางสักคน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พานสือออกเดินทางแต่เช้าและกลับมาอีกครั้งในตอนบ่าย

หลังการปรับแต่ง ทางเข้าออกก็เด่นชัดขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย

แต่ทางแคบเล็กเมื่อเทียบกับทางหลวงกว้างขวาง ก็ยังไม่น่าดึงดูดใจเท่าใด

ด้วยความสามารถที่ลู่เหยียนมีในตอนนี้ ก็มิอาจขยายถนนเล็กนี้ได้ ได้แต่ภาวนาเงียบ ๆ ว่าอาจมีใครสักคนผ่านมาหน้าโรงเตี๊ยมของเขา

ทว่าผ่านไปถึงสามวัน ลู่เหยียนนั่งอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมทุกวัน เฝ้ารอจนใจแทบขาด กลับไร้วี่แววผู้คน

ทั้งสามวันนี้ เขาถึงกับให้พานสือไปปรับทางเข้าออกอีกด้านของทางเล็กหน้าโรงเตี๊ยมให้เด่นชัดขึ้นเช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีใครผ่านมา

เมื่อเห็นว่าเสบียงในโรงเตี๊ยมร่อยหรอลงทุกที ลู่เหยียนก็กลุ้มใจจนแทบนอนไม่หลับ

หากเสบียงหมดแล้วกลับยังไม่มีแขกมาพัก เขาจะทำอย่างไร?

จะต้องให้พานสือไปดักจับคนมาเข้าพักหรือ?

“หากถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด ก็คงต้องทำเช่นนั้น” ลู่เหยียนพึมพำ

เขาจะรอให้อดตายอยู่เปล่าไม่ได้ หากถึงที่สุดก็ยังไม่มีแขกมาหา เขาก็ไม่รังเกียจจะใช้วิธีพิเศษบางอย่าง

เมื่อเห็นว่าพลบค่ำมากแล้ว ลู่เหยียนจึงให้พานสือปิดประตู ส่วนตนเตรียมล้างหน้าล้างตานอน

แต่เพิ่งปิดประตูได้ไม่นาน ลู่เหยียนก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ลู่เหยียนก็อึ้งไปชั่วครู่ ก่อนรีบสั่งว่า

“พานสือ เร็ว เร็วเข้า ไปเปิดประตู!”

น้ำเสียงของลู่เหยียนตื่นเต้นจนเกือบจะแหลม

พานสือไม่รีรอเลยสักนิด ตรงไปเปิดประตูรั้วทันที

แล้วพาสตรีผู้หนึ่งในชุดกระชับกายเดินเข้ามา

นางมีรูปลักษณ์งามสะอาด ใบหน้าออกจะซีดขาวเล็กน้อย เกล้าผมเป็นหางม้าไว้ท้ายทอย ชุดกระชับสีดำเข้ารูปขับเน้นสัดส่วนให้โดดเด่น

กระนั้นสิ่งที่ดึงดูดลู่เหยียนที่สุดคือกระบี่ยาวในมือขวาของนาง!

“โลกนี้เป็นยุทธภพจริง ๆ!”

ลู่เหยียนคิดในใจ แต่มิได้แสดงออกทางสีหน้า

ขอแค่มีคนมาพักก็พอแล้ว จะเป็นคนธรรมดาหรือชาวยุทธ์ก็ช่างเถิด

“แขกผู้นี้ ต้องการพักโรงเตี๊ยมหรือขอรับ?”

ลู่เหยียนผุดรอยยิ้มกำลังดีบนใบหน้า

“อืม”

สตรีเพียงแต่พยักหน้า ท่าทีเย็นชานัก

“ชื่ออะไรหรือขอรับ?”

“หลิ่วโหรว”

หลิ่วโหรวงั้นหรือ?

เจ้ามองดูไม่เหมือนชื่อหลิ่วโหรว(ความหมายว่า อ่อนโยน/นุ่มนวล) เลยสักนิด

คิดในใจ ลู่เหยียนก็จดชื่อหลิ่วโหรวลงในสมุดทะเบียน

“รบกวนชำระเงินก่อน ราคาคืนละ 5 ตำลึง ไม่ต่อรอง”

เปรี้ยง!

สิ้นคำลู่เหยียน เงินแท่ง 10 ตำลึงก็ถูกโยนลงบนเคาน์เตอร์

“ส่วนที่เหลือ ฝากไว้ก่อน”

“ได้เลยขอรับ!”

สำหรับลูกค้าที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ลู่เหยียนชอบที่สุด “คุณหนูหลิ่ว ต้องการให้เตรียมอาหารหรือไม่? ทางเราพักที่นี่ แถมอาหารให้ฟรีหนึ่งมื้อ”

“ไม่ต้อง”

“ได้” เมื่อหลิ่วโหรวไม่ต้องการ ลู่เหยียนก็ไม่บังคับ “พานสือ ไปส่งคุณหนูหลิ่วขึ้นชั้นบน”

“ขอรับ”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com