หลานซื่อเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่แยแสว่า “สมุดสกุลของสกุลฟู่ ข้าที่เป็นคนแซ่อื่นจะไปยุ่งเกี่ยวอันใดเล่า? ต่อให้จารึกชื่อลงไป ก็เป็นเพียงฟู่เหมินหลานซื่อ จะจารึกหรือไม่ก็ไร้ความหมาย”
“แล้วอีกอย่าง ถึงไม่จารึกชื่อในสมุดสกุล อี้เกอจะเป็นบุตรที่ข้าคลอดออกมาเองหรือไม่? จะไม่กตัญญูต่อข้าหรือ? จะไปใส่ใจชื่อเสียงลม ๆ แล้ง ๆ เหล่านี้ทำไม? เพียงแต่เป็นผลดีต่อเด็ก ๆ ก็พอแล้ว”
ลึก ๆ แล้วด้วยใจลำเอียงของหลานซื่อ นางไม่ปรารถนาที่จะอยู่ในสมุดสกุลของสกุลฟู่ด้วยซ้ำ
อีกทั้ง การเปิดสมุดสกุลใหม่โดยเริ่มจากฟู่จืออี้และภรรยา เมื่อลองคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว ก็ควรเป็นเช่นนั้น
มิเช่นนั้น หากเริ่มจากฟู่เฮ่อยิน ฝั่งสาขาสองจะตามมาร่วมแบ่งแยกด้วยจะทำอย่างไร?
เมื่อถึงเวลานั้น สาขาสองกับสาขาสามของพวกเขาจะเท่าเทียมกัน เมื่อเปิดสมุดสกุลใหม่ก็ต้องจารึกชื่อของทั้งสองสาขามิใช่หรือ?
ด้วยเหตุผลอันใดเล่า? ที่บุตรชายของนางต้องทำงานหนักและใช้คุณงามความดีมากมายเพื่อแลกมา จะให้ฝั่งสาขาสองพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยได้อย่างไร?
และสาขาสองยังเป็นฝ่ายพี่ใหญ่ เมื่อเวลาล่วงเลยไปร้อยปี ผู้อื่นอาจจะยึดเอาสาขาสองเป็นหลักก็เป็นได้
นั่นย่อมไม่สมควรอย่างยิ่ง ทรัพย์สมบัติของตระกูลโหวนั้น แบ่งให้สาขาสองมากสักหน่อยก็ไม่สลักสำคัญ ล้วนเป็นทรัพย์นอกกาย
แต่นี่คือการเปิดบ้านตั้งตระกูลเพื่อให้ลูกหลานในภายภาคหน้าได้สักการะบูชา ใครก็อย่าได้คิดเข้ามาแปดเปื้อนเป็นอันขาด
ด้วยเหตุนี้ หลานซื่อจึงเห็นพ้องต้องกันอย่างยิ่งในใจ
ซานเหล่าเหยคิดในใจว่า เจ้าไม่สนใจ แต่ข้านี่ต่างหากที่สนใจหนักหนา
น่าเสียดายที่เขามีแขนเพียงข้างเดียวจะไปขัดขืนบุตรชายและบุตรสะใภ้ที่เป็นดั่งขาใหญ่ทั้งสองข้างได้เช่นไร
เพียงแต่เขาอดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมิได้ “ข้าเองก็มิอยากอยู่ในสมุดสกุลของตระกูลโหวนั่นแล้ว”
