ลู่เจินเจินและฟู่จืออี้มองหน้ากัน แล้วหัวเราะออกมา
โต้วเปาเห็นรอยยิ้มของบิดามารดาตนเอง ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังกลับรู้สึกเย็นวาบ
กระพริบตาปริบ ๆ เขาก็ตระหนักถึงปัญหาหนึ่ง ต่อให้วันนี้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ แต่วันพรุ่งนี้ก็จะกลับไปเป็นเด็กเช่นเดิม
หากวันนี้ได้ใจจนเกินไป จนยั่วโมโหบิดามารดา วันพรุ่งนี้เกรงว่าคงต้องได้รับบทเรียน
โต้วเปาซึ่งรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเป็นอย่างดีจึงดึงถังหยวนไว้ ก่อนเอ่ยว่า “พวกเราทำเรื่องใหญ่สำเร็จเรื่องหนึ่ง”
“โอ้? เรื่องใหญ่อะไรหรือ?” ฟู่จืออี้ถามด้วยความสนใจ
โต้วเปา ถังหยวน และเฉิงจื่อ จึงร้องเจื้อยแจ้วคุยโวขึ้นมา
เดิมทีสามพี่น้องได้กินซาลาเปาดอกโฮวฮวาและซุปเห็ดของวัดฉางโซ่วแล้ว ก็ติดใจไม่รู้ลืม
พวกเขาพอจำได้ว่า ตอนอยู่หนานเยว่ หากมารดาได้กินสิ่งใดที่อร่อย ก็จะหาทางนำตำรามาครอบครอง
ดังนั้นจึงทำตามอย่าง อยากได้ตำราสองอย่างนี้มาเช่นกัน
แม้จะไม่รู้ว่าลู่เจินเจินนำตำรามาได้อย่างไร แต่ในยามปกติก็เห็นท่าทีที่ฟู่จืออี้และลู่เจินเจินจัดการธุระมามาก
สามพี่น้องก็วิ่งตุ้บ ๆ ไปยังโรงครัว สอบถามว่าใครคือหัวหน้าพ่อครัว จากนั้นก็หยิบใบไม้ทองคำออกมาหนึ่งกำมือ บอกว่าจะซื้อตำรา
ทำให้หลวงจีนพ่อครัวของวัดฉางโซ่วตกใจยิ่งนัก
เมื่อเห็นการแต่งกายของสามพี่น้องล้วนแสดงถึงฐานะร่ำรวยและสูงศักดิ์ ประกอบกับพ่อครัวรู้ว่าซาลาเปาดอกโฮวฮวาและซุปเห็ดนี้ หากไม่ใช่เพราะวัดมีผู้มีเกียรติมาเยือน ก็จะไม่ได้รับคำสั่งให้เตรียมอาหารเจสองอย่างนี้
ล้วนคาดเดาว่าสามพี่น้องนี้คือครอบครัวของผู้มีเกียรติที่มาวัดในวันนี้
จะกล้ารับได้อย่างไร
เพียงแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกรงว่าหากผู้มีเกียรติตัวน้อยทั้งสามได้รับบาดเจ็บหรือสูดควันในโรงครัวขึ้นมา พวกเขาจะรับผิดชอบไม่ไหว
