ท่านโหวเฒ่าผุดลุกขึ้นพรวดพลัน “เจ้า เจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
ฟู่จืออี้ยิ้มบาง “มิได้คิดจะทำอันใด เพียงใคร่จะแยกสกุลตั้งสาขาใหม่เท่านั้น”
ท่านโหวเฒ่าพลันรู้สึกถึงรสคาวเลือดกรุ่นขึ้นในลำคอ อกอัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาวหอมหวาน กล่าวสิ่งใดไม่ออกอยู่ชั่วขณะ ได้แต่จ้องเขม็งไปที่ฟู่จืออี้
เนิ่นนาน จึงบีบคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “เจ้า เจ้าอย่าได้คิด! การแยกสกุลใช่จะเป็นเรื่องง่ายดาย ข้าไม่มีวันยินยอมเด็ดขาด!”
ฟู่จืออี้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “สำหรับท่านปู่แล้วเห็นจะมิใช่เรื่องง่าย แต่หลานเห็นว่ายากนักก็หาไม่ หากศึกภาคพายัพตะวันตกครานี้ หลานโชคดีได้สร้างความชอบเล็กน้อย ยามกลับมาได้รับปูนบำเหน็จตามความดีความชอบ มิขอสิ่งใด นอกจากขอแยกสกุลออกไป ก็เห็นว่าฝ่าบาทคงจะทรงยินดียิ่ง”
ท่านโหวเฒ่าพูดไม่ออก คิดตามคำของฟู่จืออี้ ด้วยพระอุปนิสัยของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันและความตระหนี่ขี้เหนียว หากทรงสามารถใช้เพียงราชโองการฉบับหนึ่ง วาจาไม่กี่ประโยค ก็แลกเปลี่ยนกับความชอบทางการทหารได้ ก็เห็นจะทรงยินดีเป็นยิ่งนัก กระทั่งเร่งร้อนรอคอยมิทันเสียด้วยซ้ำ
และท่านโหวเฒ่ารู้แก่ใจดีว่า ฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยในเหล่าขุนนางสืบสกุลเก่าแก่เช่นพวกตนมานานนักแล้ว หมายจะบั่นทอนกำลังพวกตนมานานแล้วเช่นกัน
ยามนี้ฟู่จืออี้กระโจนออกมา แยกสกุลด้วยความสมัครใจ ก็เห็นจะเป็นไปตามพระประสงค์ของฮ่องเต้พอดี
เมื่อมีฟู่จืออี้เป็นรอยแยกแรก ความเสื่อมถอยของแวดวงขุนนางสืบสกุลเก่าแก่ ก็คงจะอยู่ตรงหน้าแล้ว
คิดได้ดังนี้ หวนย้อนกลับไปมองกลยุทธ์ของฟู่จืออี้ครานี้ ช่างเป็นแผนยิงนัดเดียวได้นกสองตัวเสียจริง
ประการหนึ่ง หลุดพ้นจากตระกูลโหวหนิงผิง ไม่มีผู้ใดยับยั้งเขาได้อีก ทั้งยังไม่อาจเอาความกตัญญูมาบีบข่มขู่เขาได้อีก
