ม่อลี่และรุ่ยเซียงที่อยู่ข้าง ๆ ต่างเร่งเข้าไปห้ามนาง ยังมีเด็กสาวและยายรับใช้อีกหลายคนขวางอยู่ตรงประตู
ร้องไห้ก็มี ตะโกนก็มี ในชั่วพริบตาภายในห้องก็อลหม่านวุ่นวาย
ลู่เจินเจินหัวเราะเยาะ “จะร้องไห้ไปไย? วันมงคลของข้ากับซื่อเหย่ โชคดีมีชัยถูกเจ้าร้องไห้จนหมดสิ้นแล้ว!”
“จะไปฟ้องท่านย่า ใครบ้างจะทำไม่เป็น? อีกประเดี๋ยวข้าจะไปถวายน้ำชา ถวายเสร็จแล้วข้าจะกราบทูลท่านย่าว่า นางไห่ถังนี่ช่างเหลือร้ายนัก ท่านย่าสั่งให้นางมาปรนนิบัติข้ากับซื่อเหย่ นางกลับยกตนเทียมท่านย่า คิดจะบงการเรื่องในเรือนฟังเทาจวี!”
“ข้าจะถามท่านย่าดูหน่อยว่า ที่แท้นางไห่ถังเป็นเพียงเด็กรับใช้ที่ท่านย่าส่งมาให้พวกเรา หรือเป็นอนุภรรยาผู้สูงศักดิ์ที่ท่านย่าประทานให้ซื่อเหย่ของเรา มาช่วยข้าจัดการดูแลเรือนฟังเทาจวีกันแน่?”
วาจานี้หลุดออกมา ไห่ถังที่เดิมยังร่ำไห้สะอึกสะอื้นก็พลันเงียบกริบ
ใบหน้าที่ถูกตบจนแดงก่ำ ซีดขาวลงในบัดดล
เข่าทรุดลง หมดสภาพนั่งกองกับพื้น
ม่อลี่และรุ่ยเซียงที่อยู่ด้านข้างก็หน้าซีดเผือด มองลู่เจินเจินด้วยความหวาดกลัว
พึงรู้เถิดว่าแม้เจ้านายแห่งสกุลหนิงผิงโหวจะใจกว้าง ทว่ากฎระเบียบกลับเคร่งครัดนัก โดยเฉพาะเจ้านายทั้งหลายล้วนรังเกียจเด็กรับใช้ที่แอบปีนเตียง คิดทะเยอทะยานอยากเกาะบารมียกฐานะ
ไม่ว่าจะเป็นเด็กรับใช้ที่ได้รับความโปรดปรานเพียงใด หากมีแววเช่นนี้ขึ้นมา เบาคือถูกจับแต่งงานไปในทันที หนักคือถูกขายทิ้งโดยตรง
หากซื่อเส้าหน่ายคนใหม่ผู้นี้ไปกราบทูลท่านย่าเช่นนี้จริง ๆ อย่าว่าแต่ไห่ถังเลย ต่อให้เป็นพวกนางสองคน ก็เกรงว่ายากจะรอดพ้นเคราะห์นี้
สวรรค์เป็นพยาน!
พวกนางสามคนไม่ได้คิดอาจเอื้อมจะเป็นอนุของซื่อเหย่เลยสักนิด!
พวกนางเพียงต้องการข่มขวัญซื่อเส้าหน่ายคนใหม่ อีกทั้งยังดูแคลนซื่อเส้าหน่ายผู้นี้อยู่บ้าง เป็นเพียงบุตรสาวอนุจากบ้านขุนนางขั้นห้าผู้กระจ้อยร่อย จะคู่ควรกับบุรุษผู้เลิศล้ำอย่างซื่อเหย่ได้อย่างไร?
หนึ่งคือรู้สึกเสียดายแทนซื่อเหย่ สองคือคิดว่า บุตรสาวอนุจากบ้านขุนนางผู้น้อยเช่นนี้ ย่อมไร้วิสัยทัศน์ หากให้นางดูแลบ้านเรือน เกรงว่าเรือนฟังเทาจวีของซื่อเหย่จะกลายเป็นเรื่องตลก
สู้ให้พวกนางสามคนช่วยดูแลเรือนให้ซื่อเหย่ ไม่ให้คนนอกมาหัวเราะเยาะซื่อเหย่จะดีกว่า
ส่วนซื่อเส้าหน่ายผู้นี้ ก็ยกขึ้นบูชาเยี่ยงพระโพธิสัตว์ก็พอ
คาดไม่ถึงเลยว่า นี่ที่ไหนได้คือพระโพธิสัตว์ เห็น ๆ อยู่ว่าคือพญายมราช!
ทั้งสามคนทั้งเสียใจทั้งหวาดกลัวชั่วขณะ ต่างมองหน้ากันไปมา รุ่ยเซียงเฉลียวฉลาดที่สุด คุกเข่าลงต่อหน้าลู่เจินเจินเสียงดังตุบ “เส้าหน่าย เป็นพวกเราที่น้ำมันหมูเคลือบหัวใจ ถูกจิตใจสับสนเข้าครอบงำ! อาศัยที่เส้าหน่ายเพิ่งเข้างาน หน้าบาง คิดจะวางอำนาจเสียหน่อย!”
“เพียงแต่ขอเส้าหน่ายโปรดทรงภูมิ! พวกเราสามคนไม่มีทางคิดจะเป็นอนุของซื่อเหย่เด็ดขาด! หากไม่เชื่อพวกเรายอมสาบานต่อฟ้าดิน! หากมีความคิดเช่นนี้จริง ขอให้ครอบครัวพวกเราตายอย่างอนาถ!”
“ขอเส้าหน่ายโปรดเมตตายกโทษให้พวกเราสักครั้ง! พวกเราไม่มีทางกล้ามีความคิดไม่บังควรอีกแล้ว! ขอเส้าหน่ายโปรดอภัยให้พวกเราครานี้—”
พูดพลางโขกศีรษะให้ลู่เจินเจินสองครั้งเสียงดังโครม
ไห่ถังและม่อลี่ก็ได้สติกลับมา ต่างเร่งสาบานสัญญาว่าวันหน้าจะไม่กล้าอีก จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของซื่อเส้าหน่าย ให้นางทำสิ่งใดก็จะทำสิ่งนั้น ไม่กล้าขัดขืนเด็ดขาด!
เด็กสาวหน้าตาสะสวยสามคน คุกเข่าต่อหน้าร่ำไห้จนน้ำตาอาบแก้มน่าสงสารยิ่งนัก
ลู่เจินเจินก็หาใช่ผู้ที่จิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้นไม่ เพียงแต่นางทราบดีว่า สิ่งที่เรียกว่าเจ้านายกับบ่าวไพร่ หาใช่ลมทิศตะวันออกกดลมทิศตะวันตก ก็คือลมทิศตะวันตกกดลมทิศตะวันออก
เจ้านายเข้มแข็ง บ่าวก็อ่อนแอ เจ้านายอ่อนแอ บ่าวก็เข้มแข็ง
นางยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว เกรงว่าคงต้องถอยไปทั้งชีวิต!
เพอะ! คิดว่าลู่เจินเจินผู้นี้คือคนที่ตายไปรอบหนึ่งแล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก?
นางแต่งงานกับฟู่จืออี้ก็เพื่อเสพสุข มิใช่เพื่อมารับทุกข์ทนลำเค็ญ!
วันนี้หากมิได้ตั้งรับอำนาจไว้มั่น ผู้ที่ร่ำไห้อยู่ในยามนี้ เกรงว่าคงเป็นนางเอง
แต่ว่าเด็กสาวสามคนนี้ก็มิจำเป็นต้องตีตายด้วยกระบองเดียว รอดูท่าทีไปก่อนก็ได้
ดังนั้นจึงปล่อยให้พวกนางเย็นชืดอยู่อีกครู่หนึ่ง รอให้ติงเซียงแต่งหน้าทำผมให้ตนเสร็จ ส่องกระจกมองดูแล้ว เห็นว่าไม่มีข้อบกพร่อง
ถึงเอ่ยปากขึ้น “ได้แล้ว ข้าเองก็มิใช่คนไร้เหตุผล ในเมื่อพวกเจ้าอ้อนวอนข้าอย่างนอบน้อมเช่นนี้ เมื่อเห็นแก่ท่านย่าและท่านแม่แล้ว ข้าจะอภัยให้พวกเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน เพียงแต่หากมีครั้งหน้าอีก—”
ยังพูดไม่ทันจบ เด็กสาวสามคนแย่งกันแสดงท่าทีทันที “เส้าหน่ายโปรดวางใจ จะไม่มีครั้งหน้าเด็ดขาด!”
ลู่เจินเจินถึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ส่งสัญญาณให้พวกนางทั้งสามลุกขึ้น
เด็กสาวสามคนลุกขึ้นอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง ซื่อตรงขึ้นมาทันที ก้มหน้าหลบตายืนรับใช้อยู่ด้านข้าง ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดอีกแม้แต่คำเดียว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบ่าวไพร่คนอื่นในเรือนนี้ ต่างกลั้นหายใจสงบเสียง มือเท้าก็คล่องแคล่วขึ้นมาก
และในขณะที่ลานหน้าของเรือนฟังเทาจวี ฟู่จืออี้ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือกำลังอ่านตำรา รับฟังเด็กรับใช้ชุดเขียวผู้หนึ่งรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานหลังเมื่อครู่
เมื่อฟังรายงานของเด็กรับใช้จบ ฟู่จืออี้โบกมือให้เด็กรับใช้ถอยออกไปแล้ว จึงเลิกคิ้วขึ้น “ดูไม่ออกเลยว่า เป็นคนมีฤทธิ์เดชน่าดู”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่หว่างคิ้วกลับผ่อนคลายลงมาก
ในเมื่อละครในลานหลังแสดงจบแล้ว ก็ถึงเวลาไปถวายน้ำชาแล้วเช่นกัน
ฟู่จืออี้วางตำราในมือลง แล้วจึงก้าวเดินไปยังลานหลังทีละก้าว
เพิ่งถึงประตูลานหลัง ก็ประจวบพบรุ่ยเซียงที่มาหาเขา
รุ่ยเซียงเห็นฟู่จืออี้ ปฏิกิริยาแรกคือถอยกรูดไปสามก้าวอย่างตกใจ รู้สึกว่าระยะห่างกับฟู่จืออี้ไกลพอแล้ว จึงคารวะ “ซื่อเหย่ ซื่อเส้าหน่ายรอท่านไปถวายน้ำชาด้วยกันเจ้าค่ะ”
ฟู่จืออี้คิดไม่ถึงเลยว่า การข่มขวัญของลู่เจินเจินครานี้ กลับทำให้เด็กรับใช้เหล่านี้พากันหลบเลี่ยงเขาเหมือนกลัวภัยพิบัติ
ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรขำดี หรือโกรธดี
ด้วยจิตใจที่ซับซ้อน ฟู่จืออี้ก้าวเข้าไปในเรือน
ลู่เจินเจินแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะในห้อง ค่อย ๆ หยิบขนมกินอย่างไม่เร่งรีบ ไม่มีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อย
ขนมของตระกูลโหวประณีตงดงามเสมอ หนึ่งชิ้นก็เพียงหนึ่งคำ ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ลิปสติกเลอะเลือน
บนโต๊ะมีจานเปล่าอยู่สองสามใบแล้ว
ฟู่จืออี้ขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็หุบปากเงียบ
พยักหน้าเล็กน้อยเป็นนัย “ได้เวลาแล้ว ไปเถิด!”
เดินนำไปข้างหน้า
ลู่เจินเจินมีเด็กรับใช้สี่คนห้อมล้อมทั้งหน้าและหลัง ค่อย ๆ เดินตามไปด้านหลังอย่างเชื่องช้า
จวนโหวกินพื้นที่กว้างใหญ่ จากเรือนฟังเทาจวีเดินไปยังเรือนใหญ่ คดเคี้ยววกวนเกือบหนึ่งเค่อ
พอเข้าเรือนใหญ่ ก็เห็นเด็กรับใช้สวมชุดแดงเขียวยืนอยู่เต็มลานบ้าน เมื่อเห็นทั้งสองเข้ามา ก็เปิดม่านบ้าง เข้าไปรายงานบ้าง
ทั่วทั้งเรือนพลันคึกคักขึ้นมาในบัดดล
ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้าห้องไป กลิ่นหอมดุจกล้วยไม้ชะมดโชยมาตามลม ภายในห้องล้วนสว่างไสวเลิศหรู สะท้อนความมั่งคั่งร่ำรวยแห่งตระกูลโหว
บนที่นั่งประธานคือท่านโหวเฒ่าแห่งหนิงผิง ฟู่หงหลิน และท่านย่าหญิงไป๋ซื่อ
ถัดมาทางซ้ายขวาคือคู่สามีภรรยาผู้สืบทายาทแห่งตระกูลหนิงผิงโหว ฟู่เฮ่อหมิง ฮูหยินแห่งผู้สืบทายาทจินซื่อ
ท่านรองฟู่เฮ่อย่ง ภรรยารองฉินซื่อ
ถัดไปคือบิดามารดาแท้ ๆ ของฟู่จืออี้ ท่านสามฟู่เฮ่อยิน ภรรยาสามหลานซื่อ
ถัดลงมาอีก คือบรรดาพี่น้องรุ่นเดียวกับฟู่จืออี้และหลานชายหลานสาวรุ่นถัดไป รวมทั้งเด็กรับใช้ยายรับใช้คอยปรนนิบัติ เบียดเสียดกันเต็มครึ่งห้อง
เมื่อทั้งสองเข้ามา สายตาทุกคนเป็นประกายจับจ้องมาพร้อมกัน
โชคดีที่ลู่เจินเจินหน้าหนา จิตใจมั่นคง ถูกคนมากมายมองพร้อมกันเช่นนี้ หน้าก็ไม่เปลี่ยน สีใจก็ไม่กระตุก ย่างก้าวไม่สะทกสะท้าน
ท่วงท่าที่มั่นคงสง่างามเปิดเผยเช่นนี้ ฮูหยินไป๋ซื่อเห็นเข้า ก็พลันชื่นชอบขึ้นมาหลายส่วน