"ตอนนี้ท่านกั๋วกงอิงมีบุตรชายใต้นามถึงเจ็ดแปดคน เป็นบุตรอนุห้าคน บุตรภรรยาเอกสามคน พอถึงเวลาแบ่งสมบัติจะตกถึงมือเขาสักเท่าใดกัน?"
"ที่สำคัญกว่านั้น ท่านกั๋วกงอิงล้วนเดินสายขุนนางทหาร แต่เขาดันหลงใหลอักษรศาสตร์ ในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋นหาได้มีสายสัมพันธ์ใดไม่ นอกจากไร้เส้นสายแล้ว ตลอดหลายปีนี้เกรงว่ากั๋วกงอิงคงขุ่นเคืองขุนนางฝ่ายบุ๋นไว้ไม่น้อย ต่อไปหากเขาเลือกเดินทางสายบุ๋นจริง ผู้ที่คอยขัดขวางเบื้องหลังจะมีมากเพียงใดก็ยากจะหยั่งรู้"
"มีเพียงได้อภิเษกกับข้าองค์หญิงนี่แหละ จึงจะได้เกียรติยศมั่งคั่งเช่นนี้ ทั้งยังไม่ต้องกังวลถึงลูกหลานในภายภาคหน้าอีกด้วย ต่อไปเขาจะสอบเข้ารับราชการหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายก็มีตำแหน่งพระสวามีคอยรองรับอยู่ดี!"
"คิดเช่นนี้แล้ว ข้ามิใช่ผู้มีบุญคุณยิ่งใหญ่ ผู้ช่วยให้รอดพ้นจากความทุกข์ของเขาหรอกหรือ? ชั่วชีวิตนี้ก็เพราะมีข้า หนทางเบื้องหน้าของเขาจึงโชติช่วงสุกสกาว มิเช่นนั้นก็คงเป็นเพียงขุนนางน้อยธรรมดาที่ต้องยอมอ่อนข้อให้ผู้อื่นไปวัน ๆ เท่านั้น"
"ยอมอ่อนข้อให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว ยามออกนอกบ้านก็ได้รับการนับหน้าถือตา กับการต้องอ่อนข้อให้คนมากมาย แต่กลับวางอำนาจใส่ภรรยาของตน ข้าคิดว่าคนส่วนใหญ่ย่อมไม่เลือกผิดหรอก! พระสวามีก็มิใช่คนโง่ ย่อมไม่เลือกผิดเช่นกัน"
ฟังคำนี้จบ กระทั่งลู่เจินเจินยังอดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้องค์หญิงสี่
สหายเอ๋ย ช่างยอดเยี่ยมนัก! เจ้าช่างเล่นกลปั่นหัวได้เก่งเสียนี่กระไร!
องค์หญิงสี่เชิดศีรษะอย่างภาคภูมิ มิได้เอ่ยบอกสหายว่า ตอนนั้นพระสวามียังเอ่ยถามว่า "หาก... หากข้าเลือกผิดเล่าจะทำเช่นไร?"
ตัวนางเพียงยิ้มบาง ๆ กวาดสายตาพินิจร่างของพระสวามีจากศีรษะจรดเท้า "ถึงเวลานั้นพระสวามีก็จะรู้เองว่า แส้ของเปิ่นกงแข็งกว่า หรือปากของพระสวามีจะแข็งกว่ากัน"
