มีคนถามว่า “พ่อหนุ่ม นอกจากปูทะเลแล้ว ยังมีอาหารทะเลอะไรอีกบ้าง?”
เฉินไห่หยิบกุ้งแม่น้ำ หอยสังข์ และหอยแครงออกมาวาง
คนนั้นร้อง “เอ๊ะ” พลางย่อตัวลงดู “ใช้ได้เลยนี่ ของดีทั้งนั้น”
“หอยแครงขายยังไง?”
เฉินไห่ตอบว่า “กุ้งแม่น้ำกับหอยแครงราคาเท่ากัน ชั่งละห้าสิบเฟิน”
“หอยสังข์แพงหน่อย ชั่งละเจ็ดสิบเฟิน”
คนนั้นถามว่า “ให้ฉันเลือกเองได้ไหม?”
เฉินไห่พยักหน้า
คนนั้นรีบเลือก ซื้อหอยแครงสองชั่งกับหอยสังข์หนึ่งตัว รวมเป็นเงินสองหยวนห้าสิบเฟิน
จากนั้นก็มีอีกหลายคนเข้ามาเลือก ต่างก็หยิบตัวใหญ่ ๆ
หอยสังข์หลายตัวขายออกไปก่อน
หอยสังข์หนึ่งตัวหนักสองถึงสามชั่ง มีตัวใหญ่หนักเกินสามชั่งอยู่ตัวหนึ่ง แค่เนื้อหอยสังข์ตัวเดียวเอาไปผัดกับผักอย่างอื่น ก็ทำกับข้าวจานใหญ่ได้แล้ว นับว่าเป็นเมนูจานเด็ดเลยทีเดียว
คนที่มาเดินตลาดมืดจะบอกว่าไม่มีเงินก็คงไม่ได้ อย่างน้อยในกระเป๋าก็ต้องมีเงินอยู่บ้าง
ไม่อย่างนั้นคงไม่ถ่อมาซื้อของที่ตลาดมืดไปปรับปรุงชีวิตกันหรอก
คนกลุ่มนี้ซื้อขายเสร็จ ปูทะเลเพิ่งขายได้ตัวเดียว ส่วนหอยแครงยังเหลือครึ่งหนึ่ง เฉินไห่แอบถอนหายใจ เดิมทีเขาคาดหวังกับตลาดมืดไว้มาก แต่ดูท่าแล้วเขาคงคาดหวังสูงเกินไป
มีคนเดินมาหยุดข้าง ๆ แล้วทักว่า “เสี่ยวเฉิน วันนี้มาเช้าจังนะ”
เฉินไห่เงยหน้าขึ้นยิ้ม “ลุง มาแล้วเหรอครับ”
ชายชราโจววางกรงไก่กับเป็ดลง แล้วถามว่า “ขายเป็นยังไงบ้าง?”
เฉินไห่ส่ายหน้า “ไม่ค่อยดีครับ ขายปูทะเลได้แค่ตัวเดียว”
ชายชราโจวแปลกใจ “นายจับปูทะเลได้อีกแล้วเหรอ?”
เฉินไห่พยักหน้า
ชายชราโจวจิ๊ปาก หยิบปูทะเลตัวหนึ่งออกจากกระจาดไม้ไผ่มาดู แล้วพูดว่า “เป็นของป่าจริง ๆ ด้วย นายโชคดีอะไรอย่างนี้ ถึงจับปูทะเลได้ทุกวัน”
