ฉินเจิงจอดเมชาลง แล้วเดินสำรวจรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นใครสักคน เขาจึงอดเอ่ยปากไม่ได้ว่า
“มีใครอยู่ไหม?”
“มาแล้ว มาแล้ว”
ชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องดัดแปลงด้านในด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขากวาดตามองฉินเจิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมองเมชา พีเอส-01 ที่จอดอยู่ด้านหลัง แล้วเอ่ยอย่างดูแคลนว่า
“โธ่เอ๊ย! เป็นเมชาผานสือรุ่นหนึ่งจริง ๆ เหรอ? ผมนึกว่ากรอกแบบรุ่นเมชาผิดเสียอีก! รอไปก่อนแล้วกัน ช่างเหล็กออกไปรับลูกค้า รอเขากลับมาค่อยว่ากัน”
ฉินเจิงก้มมองเทอร์มินัลสื่อสารของตัวเอง ตอนนี้สิบโมงเช้าตรง เป็นเวลานัดหมายพอดี เขากำลังจะเอ่ยถาม ชายหนุ่มผมทองก็เหมือนจะเดาได้ จึงชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“นั่งรอเงียบ ๆ ไปเถอะ เมชาพัง ๆ แบบคุณ ผมว่ายังไม่จำเป็นต้องซ่อมด้วยซ้ำ นี่มันยุคไหนกันแล้ว ยังใช้เมชาจับการเคลื่อนไหวอยู่อีก? เอาไปทำอะไรได้?”
“ถ้าเป็นผม คงไล่คุณกลับไปนานแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมช่างเหล็กถึงยอมซ่อมให้คุณ...”
“ก็เพราะเขาเก่งน่ะสิ”
เสียงทรงพลังดังมาจากด้านหลังฉินเจิง เขาหันกลับไปมอง เห็นชายชราร่างกำยำ ผมขาวตั้งชันราวกับเข็มเหล็ก เดินมาพร้อมกับชายตาเดียวในเครื่องแบบนายทหารแห่งตระกูลบาริน
“ช่าง...ช่างเหล็ก...”
ชายหนุ่มผมทองหมดท่าทีวางอำนาจไปในพริบตา เมื่ออยู่ต่อหน้ารัศมีของช่างเหล็ก แม้แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นเครือ
ชายชราร่างกำยำแค่นเสียงฮึดฮัด แล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อรู้ว่าเป็นเมชาผานสือรุ่นหนึ่ง แถมยังเป็นเมชาจับการเคลื่อนไหวอีก ทำไมไม่ลองคิดดูบ้างว่าข้ายอมซ่อมให้เขาทำไม? ใบสั่งงานดัดแปลงเชียนจีสาม ข้ายังเลื่อนออกไปก่อน ก็เพราะอยากซ่อมให้เขาก่อน!”
