หลังการล่าเหยื่อครั้งนี้ เธอกับเสี่ยวชิงก็กลับไปนอนต่อ โพรงไม้ขนาดเท่าตะกร้า พอดีให้พวกเธอแยกกันอยู่คนละมุม
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เสานั่วลืมตาขึ้น แต่ร่างกายกลับไม่อยากขยับ ยังอยากนอนอ้อยอิ่งต่ออีกสักพัก ความรู้สึกเหมือนเช้าวันจันทร์ที่ต้องตื่นเจ็ดโมงไปเรียน แถได้อีกนิดก็เอา
ปกติแล้วเวลาเป็นแบบนี้ ไคล์จะเป็นคนปลุกเธอให้ไปล่าเหยื่อ ถ้าปลุกไม่ตื่นจริง ๆ ก็จะจับเหยื่อมาวางไว้ตรงหน้าให้เธอกิน
แต่ตอนนี้ไคล์ไม่อยู่ เสานั่วจึงตั้งใจว่าจะรอให้เสี่ยวชิงตื่น แล้วค่อยออกไปล่าเหยื่อด้วยกัน
จากนั้นเธอก็หลับต่อ พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ผ่านไปสองวันแล้ว เธอมองเสี่ยวชิงที่ยังคงหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่า บนโลกนี้ยังมีงูเขียวหางไหม้ที่หลับเก่งกว่าเธออีก
นอนต่ออีกสักงีบแล้วกัน รอเสี่ยวชิงตื่นค่อยว่ากัน
ผ่านไปอีกสองวัน เสานั่วตื่นขึ้นมา แต่คราวนี้เธอหลับต่อไม่ไหวแล้ว หิวเหลือเกิน รู้สึกเหมือนมีผีหิวโซมาควักไส้เธอออกไป ถ้ายังไม่กินอะไรสักอย่าง เธอต้องหิวจนเป็นลมแน่
“ฟืดฟืด ตื่นสิ ตื่นได้แล้ว ฉันหิว เราไปล่าเหยื่อกันเถอะ”
เสี่ยวชิงดูเหมือนจะได้ยินคำพูดอันเลวร้ายบางอย่าง เขาขมวดคิ้ว พลิกตัวแล้วหลับต่อ
เสานั่วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเลื้อยเข้าไปหา ใช้หางพันตัวเสี่ยวชิงไว้ แล้วเลื้อยไปถึงปากโพรงไม้ จากนั้นก็โยนเขาจากต้นไม้สูงสิบกว่าเมตรลงไปในกอหญ้าด้านล่าง
เธอไม่มีความอดทนดีเหมือนไคล์หรอก ตอนนี้ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า ทุกครั้งที่ไคล์ปลุกเธอ อีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร
