ลอยมาตลอดครึ่งวัน จู่ ๆ นางก็พบว่าลำน้ำเริ่มแคบลง เสียงหมาเห่าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นางจึงรู้ตัวว่าใกล้ถึงหมู่บ้านแล้ว
เสานั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเข้าไปเดินดูในหมู่บ้านดีหรือไม่ อย่างไรเสียก็ใกล้ค่ำแล้ว โอกาสที่นางจะถูกพบเห็นคงไม่มากนัก เสานั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้าน แต่คลานออกมาตามลำน้ำ
ขณะเดียวกัน นางก็บอกกล่าวไคล์ไว้ก่อน
“ฟืดฟ่อ เห็นบ้านเรือนพวกนั้นตรงโน้นไหม แล้วก็พวกคนที่เดินสองขาด้วย พวกเขาอันตรายมาก ถ้าเลี่ยงได้ก็อย่าเข้าใกล้เลยนะ”
ไคล์พยักหน้า
“ฟืด ขอแค่นั่วหน่วนไม่ไป ข้าก็ไม่ไป”
เสานั่วฟังคำพูดของเขาแล้วรู้สึกว่ามันฟังดูไม่ถูกต้องเอาเสียเลย
“ฟืดฟ่อฟืด ต่อให้ข้าไป เจ้าก็ห้ามไปนะ เอาเถอะ ๆ พวกเรารีบหาที่นอนกันดีกว่า ข้าง่วงแล้ว”
ที่นี่เป็นป่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้าน ไม่ได้กลิ่นมนุษย์ คงไม่มีใครเข้ามา รอบด้านเต็มไปด้วยกอหญ้าสูงครึ่งตัวคน ต้นไม้ก็ไม่ค่อยใหญ่ ต้นที่ใหญ่ที่สุดสูงเพียงเจ็ดถึงแปดเมตรเท่านั้น
เสานั่วกับไคล์คลานขึ้นไปบนต้นปาล์มต้นหนึ่ง ต้นนี้ไม่ใหญ่เท่าต้นก่อน ไม่อาจซ่อนตัวในใยปาล์มได้ จึงทำได้เพียงห้อยตัวอยู่บนใบไม้
“นอนเถอะ ๆ”
เสานั่วพูดจบก็หลับตาผล็อยหลับไป
นางหลับอย่างสบายอิ่มเอม
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นขึ้น เดิมทีนางตั้งใจจะรีบออกจากบริเวณนี้แต่เช้า
อย่างไรเสียที่นี่ก็อยู่ใกล้หมู่บ้านมนุษย์เกินไป แฝงความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย
แม้ป่าเล็ก ๆ แห่งนี้จะมีเหยื่อชุกชุมเป็นพิเศษ แต่ตามป่าเขาโดยรอบ ที่ไหนบ้างจะขาดเหยื่อ
