ได้ยินชื่อตัวเองถูกเรียก เซี่ยหยู่ก็สะดุ้งโหยง
เมื่อครู่เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาค้นหาในคลังสติกเกอร์แบบไม่กะพริบตา หาสติกเกอร์ที่ปิดเกมได้ด้วยหมัดเดียวเพื่อโต้กลับเจียงเหยี่ย ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเสิ่นชิงหานพูดจบแล้ว
การถูกเรียกชื่อแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้เซี่ยหยู่เกิดอาการลนลานขึ้นมาชั่วขณะ
เธอรีบร้อนกดล็อกหน้าจอมือถือ คว้าแฟลชไดรฟ์กับเลเซอร์พอยเตอร์ที่วางอยู่ข้าง ๆ แล้วลุกขึ้นพรวด
เพราะลุกไวเกินไป หัวเข่าเลยไปกระแทกเข้ากับพนักเก้าอี้ข้างหน้าอย่างจัง ดังตึง
ทั้งห้องประชุมหันมามองเธอเป็นตาเดียว
หน้าเซี่ยหยู่แดงซ่านลงไปถึงซอกคอในพริบตา
เธอสูดลมหายใจลึกสองครั้ง พยายามควบคุมลมหายใจที่กระชั้นขึ้นจากการปะทะฝีมือในแชท
ก่อนจะก้าวไปที่แท่นนำเสนอ เซี่ยหยู่หันขวับกลับมา จ้องเขม็งใส่เจียงเหยี่ยด้วยสายตาที่อยากจะสับเขาเป็นพัน ๆ ท่อน
ก็เพราะไอ้บ้านี่แท้ ๆ !
ถ้าไม่ใช่เพราะมันคอยกวนโมโหอยู่ข้างหลังตลอด ทำให้จังหวะเธอเสียไปหมด เธอจะมาเสียท่าในงานสำคัญแบบนี้ได้ยังไงกัน!
เจียงเหยี่ยที่นั่งอยู่ข้างหลัง มองท่าทางน่าหยิกของเซี่ยหยู่ที่ทั้งโมโหทั้งลนลาน ก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ปากขยับพูดโดยไม่มีเสียงว่า "สู้ตายครับ ท่านประธานเซี่ย"
เซี่ยหยู่กัดฟันกรอด ๆ หันหลังกลับ ก้าวเท้าส้นสูงเดินฉับ ๆ ไปที่แท่นนำเสนอด้านหน้า
ระยะทางแค่สิบกว่าเมตรสั้น ๆ
เมื่อเธอเดินไปถึงหน้าแท่น เสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าบิ๊กเนมทั้งงาน
ความลนลานและรอยแดงบนใบหน้าเธอได้หายไปจนหมดสิ้น
สิ่งที่ปรากฏแทนที่คือความมั่นใจเต็มเปี่ยมในฐานะผู้กุมบังเหียนหลานไห่กรุ๊ป
ดวงตาคมกริบเย็นชากวาดสายตามองทั่วห้อง ปล่อยออร่าออกมาเต็มที่ ทำเอาห้องประชุมที่เมื่อครู่ยังมีเสียงซุบซิบเงียบกริบลงในทันที
