เขาผิดคำปฏิญาณดื่มเหล้า
ฟังออกเลยว่าเขาค่อนข้างเมาแล้วด้วย
แต่เวินถิงเยี่ยนจะตะโกนโหวกเหวกแบบนี้จริง ๆ หรือ
เจี่ยนจือจำภาพของเวินถิงเยี่ยนในความทรงจำได้: สมัยมัธยม เขาเป็นเด็กอัจฉริยะผู้เย็นชา ไม่เพียงแต่เคร่งขรึมยามทำโจทย์ แม้แต่ในสนามกีฬา มีสาว ๆ ที่ชอบเขายื่นน้ำให้ เขาก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตาแล
ต่อมา เวินถิงเยี่ยนในฐานะสามีของเธอ ก็ยิ่งสุภาพเรียบร้อย อารมณ์มั่นคงไร้ความผันผวน ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยโกรธ ดูจืดชืดอยู่เสมอ จางจนกระทั่งบางครั้งที่เธอเผลอแตะปลายนิ้วเขา ก็รู้สึกว่าแม้แต่ความอบอุ่นในร่างเขายังเย็นชืด
ในวิดีโอ กล้องกวาดผ่านใบหน้าของทุกคน เธอเห็นเวินถิงเยี่ยนหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์เหล้า ดวงตาเป็นประกายระยิบ ยกแก้วขึ้นยิ้มกว้างใส่กล้อง: "ยินดีต้อนรับเฉิงเฉิงกลับบ้าน"
ที่แท้ เขาก็ยิ้มเป็น
เขาก็มีช่วงเวลาที่เร่าร้อนแรงกล้าเหมือนกัน
เขาก็เรียกชื่อเล่นของเด็กผู้หญิงได้ด้วย
เพียงแต่ ไม่เคยยิ้มให้เธอ และไม่เคยร้อนแรงเพื่อเธอ ยิ่งไม่เคยเรียกชื่อเล่นของเธอ
"คุณผู้หญิง ตื่นได้แล้วหรือยังเจ้าคะ" เสียงของป้าเฉินดังมาจากนอกประตู
ชีวิตประจำวันของเจี่ยนจือมีระเบียบแบบแผนมาก ป้าเฉินเห็นว่าเธอยังไม่มีวี่แววเคลื่อนไหว กลัวว่าเธอจะต้องการให้ช่วย เพราะอย่างไรก็ตาม ขาของคุณผู้หญิงมีปัญหาก็เป็นความจริง
เจี่ยนจือวางมือถือไว้ข้างตัว "ตื่นแล้ว หนูจะออกไปเดี๋ยวนี้" เสียงกลับแหบพร่าและสะอื้นอู้อี้
มื้อเช้าป้าเฉินทำเสี่ยวหลงเปา เจี่ยนจือกินไปตัวเดียวก็กินต่อไม่ลงแล้ว
"คุณผู้หญิง มื้อกลางวันกับมื้อเย็นจะรับอะไรดีเจ้าคะ" ป้าเฉินยื่นนมแก้วหนึ่งใส่มือเธอ
"อะไรก็ได้ค่ะ เอ่อ..." ตอนแรกเธอตั้งใจจะพูดเหมือนเคยว่า "คุณชายชอบกินอะไรก็ทำอย่างนั้นเถอะ" แต่พูดได้คำเดียวก็กลืนถ้อยคำที่เหลือกลับลงคอไป
ทว่าป้าเฉินกลับเข้าใจ เพราะทุกวันก็เป็นบทสนทนาเดิม ๆ จึงรีบบอกเธอว่า "คุณชายบอกว่าวันนี้ไม่กลับมาทานข้าว มีงานสังคม"
เจี่ยนจือพยักหน้า
แน่นอนว่าไม่กลับมาทานข้าว เพราะเมื่อครู่นี้ เธอเห็นในเสี่ยวหงชูแล้วว่า ลั่วอวี่เฉิงลิสต์รายชื่อคนที่จะเลี้ยงข้าวเธอในสัปดาห์หน้า และเมนูที่เธออยากกินไว้เรียบร้อย: ความรู้สึกสมัยเรียนนี่แหละจริงใจที่สุด ฉันเป็นสาวน้อยน่ารักที่มีพี่ชายเอ็นดูตั้งมากมายขนาดนี้!
เจี่ยนจือตอนกลางวันโดยทั่วไปจะใช้เวลาเรียนภาษาอังกฤษสองชั่วโมง แล้วก็เรียนทฤษฎีศิลปะอีกหลายชั่วโมง
หากไม่หาอะไรให้ตัวเองทำแล้ว เวลาอันยาวนานนี้ เธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร จะใช้ทั้งชีวิต เฝ้าคอยคนคนหนึ่งกลับบ้านงั้นหรือ
เธอเคยคอยแล้วนี่...
รสชาติของการรอคอยนั้น ทรมานเกินไปแล้ว
แต่วันนี้ แผนของเธอไม่เหมือนวันก่อน ๆ
ออเฟอร์ฉบับนี้ของเธอคงเป็นรอบสุดท้ายที่โรงเรียนตอบรับการสมัคร เธอจึงต้องรีบจัดการยืนยันให้เสร็จ
ดังนั้น เรื่องแรกของวันนี้ ก็คือจ่ายเงินยืนยันสิทธิ์ให้แก่โรงเรียน พอหน้าจอมือถือกระโดดแจ้งข้อมูลหักบัญชีบัตรธนาคาร เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ห่างจากวันที่ต้องจากเวินถิงเยี่ยนไป ก็ใกล้เข้ามาอีกวัน
พลบค่ำ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมออกจากบ้าน
ป้าเฉินประหลาดใจมาก "คุณผู้หญิง จะไปไหนเจ้าคะ"
เมื่อไม่มีเวินถิงเยี่ยนไปด้วยแล้ว เจี่ยนจือแทบจะไม่ออกไปไหนเลย
"อ้อ เพื่อนมหาวิทยาลัยของหนูมาทำการแสดงฝั่งนี้ เลยเลี้ยงข้าวชวนหนูไปเจอกันหน่อย" เธอเอ่ย ความจริงคือกะว่าจะไปพักโรงแรมใกล้สนามสอบ
พรุ่งนี้เธอมีสอบ IELTS และเป็นรอบเช้าด้วย หากค่อยออกไปแต่เช้าตรู่ เกรงว่ารถจะติดไปไม่ทัน
รอบที่แล้วที่สอบ IELTS ก็เมื่อหลายเดือนก่อน เธอทำคะแนนไม่ได้ตามที่หวัง แต่ใกล้ถึงกำหนดส่งใบสมัครเรียนต่อ เธอเลยยื่นใบสมัครไปก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้รับการตอบรับ ช่วงก่อนหน้านี้จึงนัดสอบในวันพรุ่งนี้ไว้อีกครั้ง
โชคดีที่โรงเรียนสามารถยื่นคะแนนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมภายหลังได้
"แต่ว่า..." ป้าเฉินมองขาเธอ "ให้ป้าไปด้วยดีไหมเจ้าคะ"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ เป็นงานรวมกลุ่มเพื่อนสาวล้วน ๆ เพิ่มไปอีกคนคงไม่สะดวก" เจี่ยนจือสีหน้าเรียบเฉย
"ถ้าอย่างนั้นป้าจะรายงานให้คุณชายทราบนะเจ้าคะ" ป้าเฉินหวั่นว่าเธอจะเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ ไม่กล้าแบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้
"ไม่ต้องนะคะ ปล่อยให้เขาทำงานสังคมอย่างสบายใจเถอะ อย่ารบกวนเขาเลย อีกเดี๋ยวพอหนูสังสรรค์กับเพื่อนสาวเสร็จจะโทรเรียกเขาให้มารับเอง" เจี่ยนจือถือกระเป๋า แล้วก้าวออกจากประตูไป
เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดที่ขาเธอไม่สะดวก เวินถิงเยี่ยนจึงซื้อเรือนหอเป็นคอนโดหรูทั้งชั้น เจี่ยนจือออกจากบ้านก็ขึ้นลิฟต์ลงมาข้างล่าง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่แสงแดด เธอก็ก้มศีรษะลงอย่างเป็นนิสัย ตัวห่อเหี่ยวลง พลางสวมหมวก แล้วตั้งคอเสื้อขึ้นมาบัง
นับตั้งแต่ขาพิการ นักเต้นสาวผู้เปี่ยมมั่นใจและเจิดจรัสบนเวทีอย่างเจี่ยนจือก็อันตรธานหายไปแล้ว
เจี่ยนจือขาพิการสูญเสียความกล้าที่จะก้าวเดินเข้าสู่สายตาของผู้คนไปนานแล้ว
ป้าเฉินมักจะบอกว่า หากเธอจะออกไปข้างนอก ทางที่ดีควรให้คุณชายไปเป็นเพื่อนด้วยกัน
เวินถิงเยี่ยนก็มักจะบอกว่า ยามไม่มีเขาเป็นเพื่อน ทางที่ดีเธอควรอยู่แต่ในบ้าน
แต่กระนั้น พวกเขาก็ไม่มีทางรู้
ว่าเธอกลัวการออกไปข้างนอกกับเวินถิงเยี่ยนที่สุด ยิ่งกว่าออกไปตัวคนเดียวเสียอีก
เพราะว่า ทุกคนที่เห็นพวกเขาล้วนมีแววตาเขียนว่า: ผู้ชายที่เพียบพร้อมขนาดนี้ ทำไมภรรยาถึงเป็นขาพิการได้
เธอเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง มุ่งหน้าไปทางโรงแรม
บนรถ เธอทอดสายตามองทิวทัศน์เมืองนอกหน้าต่างอยู่อย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้นก็เห็นรถของเวินถิงเยี่ยนจอดอยู่ในที่จอดรถริมทาง
"เดี๋ยวค่ะ รบกวนจอดหน่อยนะคะ" เธอรีบร้องบอกคนขับ
รถของเวินถิงเยี่ยนจอดอยู่หน้าประตูร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เมื่อวานเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเวินถิงเยี่ยนเลี้ยง วันนี้ถึงคิวเวินถิงเยี่ยน ลั่วอวี่เฉิงเขียนบอกไว้ในเสี่ยวหงชู
เธอลงจากรถเดินมาอย่างคล้ายถูกผีจูง
ถึงร้านอาหารแล้ว เจี่ยนจือเอ่ยตรง ๆ ว่า "มีแขกมาก่อนแล้วค่ะ ของคุณเวิน" พร้อมกับแจ้งเลขท้ายมือถือของเวินถิงเยี่ยน
พนักงานเสิร์ฟจึงนำเจี่ยนจือไปยังหน้าประตูห้องส่วนตัว "ก็ห้องนี้แหละครับ"
"ขอบคุณค่ะ" เจี่ยนจือกล่าวขอบใจพนักงาน
อันที่จริง เจี่ยนจือก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาที่นี่เพื่ออะไร ตอนอยู่ที่บ้าน แรงกระตุ้นพวยพุ่งพัลวันอยู่ในอก แต่พอได้มายืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ แล้วกลับไร้ซึ่งความกล้าแม้แต่จะผลักประตูเข้าไป
ทว่าภายในกลับมีเสียงพูดคุยครึกครื้นดังออกมา
"วันนี้อย่าดึกมากและห้ามดื่มเหล้านะ เมื่อคืนเมากลับบ้านไป เสือแม่ในบ้านอาละวาดซะ"
นี่เป็นเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งของเวินถิงเยี่ยน
"แกยังเป็นพี่ชายฉันอยู่ไหม เมื่อก่อนตอนสัญญากันว่า ต่อให้ราชาเสือมา น้องสาวก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ตอนนี้ดันกลายเป็นพวกกลัวเมียซะแล้ว มันก็อาเหยี่ยนพี่เรานี่แหละที่เพื่อนพึ่งได้"
นี่คือลั่วอวี่เฉิง น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน
ที่แท้ ลั่วอวี่เฉิงก็มีนิสัยเช่นนี้นี่เอง
ที่แท้ เวินถิงเยี่ยนชอบเด็กสาวนิสัยเช่นนี้
น่าเสียดาย เธอไม่ใช่จริง ๆ ต่อให้พยายามแสดง ก็แสดงไม่ออก
ด้านในเพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนเอ่ยต่อ "อาเหยี่ยนมันจะเหมือนกันได้ไง พ่อเจี่ยนจือน่ะกล้าต่อว่าเขาสักครึ่งคำรึไง"
"เออ ว่าแต่เถอะ" เสียงของลั่วอวี่เฉิงดังขึ้นอีก "อาเหยี่ยน ได้ยินว่าคุณผู้หญิงของนายเป็นขาพิการ ทำไมเหรอ"
ไม่มีใครตอบลั่วอวี่เฉิงว่าทำไม
ทว่าหัวใจของเจี่ยนจือ กลับถูกบีบรัด
เพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนจึงเปิดประเด็นคุยกันข้างใน
"เออว่าไปแล้ว อาเหยี่ยน พวกฉันนี่เห็นแล้วอดเสียดายแทนนายไม่ได้นะ ดูนายสิ จะเอาเงินก็มี จะเอารูปโฉมก็มี บุคลิกสง่าผ่าเผย จะแต่งกับใครก็ได้ทั้งนั้น ทำไมต้องไปแต่งกับคนขาพิการด้วย"
"เอาจริงนะ อาเหยี่ยน นายน่ะเด่นที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว ตอนนี้นายแต่งกับเจี่ยนจือ ไม่ว่าออกงานนอกบ้าน งานสังคม หรืองานแถลงข่าว หรือที่ไหนก็ตามที่ต้องใช้ภรรยาออกงาน นายก็พาไปออกงานด้วยไม่ได้ซักแห่ง บอกมาสิว่าเสียเปรียบแค่ไหน"
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...
เวินถิงเยี่ยนมักจะบอกว่า ไม่จำเป็นต้องให้เธอเข้าไปข้องเกี่ยวในธุระของเขา เธอแค่อยู่บ้านอย่างเรียบร้อยคอยเขาเอาเงินกลับมาให้ก็พอ
ทางครอบครัวเธอเอาเวินถิงเยี่ยนเช่นนี้ไปยกยอขึ้นฟ้า คนทั้งหลายพากันว่าเธอมีความสุข แต่กลับกลายเป็นว่า เพราะเขาคิดว่าเธอพาไปออกงานด้วยไม่ได้...
ในห้องส่วนตัวมีเสียงหัวเราะฝืน ๆ ของเวินถิงเยี่ยนดังออกมา "เธอมีบุญคุณกับผมเองทั้งนั้น ผมติดค้างเธอ"
"นายติดค้างเธอ แต่นายก็ให้เงินเธอตั้งเยอะแล้ว ก็นับว่าใช้คืนหมดแล้วนะ"
"ใช่ เมื่อก่อนนายน่าจะใช้เงินซื้อขาดไปซะแต่แรกเลย จำเป็นต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตที่มีความสุขต้องมาสังเวยด้วยเหรอ"
"ขอบอกนะ นายยังควรคิดเสียใหม่ ถึงนายจะอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาไว้ที่บ้าน ไหว้ทุกวันเช้าค่ำ จะได้ไหว้อธิษฐานขอให้รวยขึ้นในวันตรุษตรุษ หรือขออะไรตอนเดือนเพ็ญอะไรน่ะก็ว่าไป แต่นายเอาคนแบบนี้มาแต่งเข้าบ้าน จะมีประโยชน์อันใด"
"ใช่เลย ช่วยอะไรนายได้บ้าง งานสังคมนอกบ้านก็ไม่ได้ ต่อให้นั่งรินน้ำชาอยู่บ้านก็ยังต้องกลัวจะหกเลอะเทอะงั้นเหรอ อาเหยี่ยน นายดื่มน้ำ...แบบนี้ แบบนี้ แบบนี้รึเปล่า"
ภายในห้องส่วนตัวดังระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ แถมยังมีเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของลั่วอวี่เฉิงแทรกอยู่ด้วย "อาเหยี่ยน เมียของนายเดินแบบนี้จริง ๆ เหรอ"
เจี่ยนจือที่แนบหูฟังอยู่กับประตู รู้สึกได้เพียงว่าเลือดทั่วร่างพลั่งพลูพุ่งขึ้นสู่ขมับ ความโกรธแค้นและความอัปยศ ทำให้เธอเสียการทรงตัว
ประตูห้องส่วนตัวถูกเธอผลักจนเปิดออก
ด้านในกำลังอยู่ในช่วงระเบิดเสียงหัวเราะครึกครื้น
เพื่อนสนิทของเวินถิงเยี่ยนคนหนึ่งนามอาเหวิน ถือแก้วน้ำ เดินกระย่องกระแย่งอย่างเว่อร์ ๆ พลางบีบเสียงสูงพูดว่า "อาเหยี่ยน อาเหยี่ยน อาเหยี่ยน ดื่มน้ำ อาเหยี่ยน อ๊ะ...ล้มแล้ว อาเหยี่ยนอุ้มหน่อย..."
เธอมองไปที่เวินถิงเยี่ยน คาดหวังให้สามีของเธอ คนที่เธอรักมากที่สุด จะแสดงท่าทีอะไรสักอย่างในยามนี้