ทว่าการแสดงเกินจริงเช่นนี้กลับเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากผู้คนด้านใน ลั่วอวี่เฉิงนั่งข้างเวินถิงเยี่ยน ซ้ำยังหัวเราะจนซบลงบนไหล่ของเขา
ส่วนเวินถิงเยี่ยนกลับไม่ปริปากใด ๆ …
อาเหวินหัวเราะพลางหันกลับมา "อาเยี่ยน เป็นแบบนี้…"
คำว่า "เหรอ" ยังไม่ทันเอ่ยถาม ก็เห็นเจี่ยนจือยืนอยู่ตรงประตู รอยยิ้มค้างแข็งบนใบหน้า "พี่…พี่สะใภ้…"
ทุกคนมองไปทางประตู
แล้วก็ชะงักกันหมด
ลั่วอวี่เฉิงผละจากไหล่เวินถิงเยี่ยน เอ่ยยิ้ม ๆ ว่า "โอ้ นี่คงจะเป็นภรรยาของอาเยี่ยนที่เขาเล่าลือสินะ สวัสดีจ้ะ เข้ามาสิ ฉันเป็นเพื่อนสนิทของอาเยี่ยนเอง"
เจี่ยนจือมองทุกคนในห้องส่วนตัว ใจของเธอเย็นเฉียบไปหมดแล้ว
ในที่สุดเวินถิงเยี่ยนก็ลุกขึ้น เดินมาหาเธอ "เจี่ยนจือ เธอมาได้ยังไง พวกเขาล้อเล่นกันนะ อย่าเก็บมาใส่ใจเลย"
เจี่ยนจือมองเขา รู้สึกว่าคนคนนี้ช่างแปลกหน้าอย่างที่สุด ไม่เคยรู้สึกแปลกหน้าเท่านี้มาก่อนเลย
ที่แท้ในยามที่คนอื่นหัวเราะเยาะภรรยาของเขา เขากลับยืนอยู่ข้างคนอื่นงั้นหรือ
"ใช่ครับ พี่…พี่สะใภ้ ผมขอโทษ ผมแค่ล้อเล่นนะครับ อย่าโกรธเลย" อาเหวินวางแก้วลงพลางกล่าวขอโทษ
"เจี่ยนจือ!" เวินถิงเยี่ยนเดินมาถึงตรงหน้าเธอ ตั้งใจจะโอบเธอ
ทว่าเจี่ยนจือก็นึกถึงลั่วอวี่เฉิงที่ซบหัวเราะบนไหล่เขา นึกถึงมือของเขาที่คอยปรนนิบัติตัวเองในห้องน้ำ นึกถึงเสียงร้อง "เฉิงเฉิง" ในวินาทีที่เขาถึงจุดสูงสุด ขึ้นมาทันใด พลันรู้สึกว่ามือข้างนี้ของเขาสกปรกอย่างที่สุด
เธอรีบหลบเลี่ยง
"เจี่ยนจือ" เวินถิงเยี่ยนมองมือที่ว่างเปล่าของตนอย่างคาดไม่ถึง ถอนหายใจ "ฉันขอโทษแทนพวกเขา อย่าโกรธเลยนะ กลับไปฉันจะซื้อของขวัญให้ เธออยากได้อะไรก็ซื้อเลย"
ลั่วอวี่เฉิงทำตาค้อนใส่อาเหวินอย่างงอน ๆ "ทำภรรยาอาเยี่ยนโกรธแล้ว ยังไม่รีบขอโทษอีก! คิดว่าทุกคนเป็นแบบฉันรึไง ซุ่มซ่ามเซ่อซ่าไร้พิษภัย พวกนายจะล้อเล่นยังไงก็ได้!"
เจี่ยนจือแอบหัวเราะเย็นในใจ คำพูดนี้ช่างเสแสร้งเหลือเกิน…
แต่เห็นได้ชัดว่าพวกผู้ชายกลุ่มนี้ฟังไม่ออก พวกเขาชื่นชอบมันนักหนา
อาเหวินถูกค้อนแล้วไม่ยอม "ผมขอโทษไปแล้วนะ! ผมก็ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้จะมาแบบกะทันหัน ผมแค่ล้อเล่นจริง ๆ"
"เรื่องล้อเล่นที่ทำให้คนถูกเล่นด้วยรู้สึกขำ มันถึงจะเรียกว่าล้อเล่น" เจี่ยนจือพยายามเค้นประโยคนี้ออกมา เสียงของเธอสั่นระริก แทบจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี
เธอเป็นคนขาเป๋ เธอไม่คู่ควรกับเวินถิงเยี่ยน
ความสำนึกนี้เหมือนคำสาปที่กักขังเธอมาตลอดห้าปี สายตาใดก็ตามที่ตั้งแง่ ดูถูกเธอ ล้วนทำให้เธอได้แต่ถอยหนี ได้แต่หลบกลับรังอย่างนกกระทา เป็นเวลานานแสนนานไม่ยอมออกมา แล้วค่อย ๆ เยียวยาบาดแผลของตัวเองเงียบ ๆ
อาเหวินฟังแล้วก็พึมพำ "แต่นี่ผมขอโทษไปแล้วนะ!"
"ฉะ…ฉันไม่รับ…" เจี่ยนจือสั่นรุนแรงขึ้นไปอีก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตอบโต้การล้อเลียนซึ่ง ๆหน้าเช่นนี้
"แล้วเธอจะเอายังไงอีก" อาเหวินพึมพำ
เจี่ยนจือเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอายังไง เธอแค่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับที่เพื่อนสามีล้อเลียนตน ไม่ยอมรับที่สามีกลับยืนอยู่ข้างเพื่อน
"พอแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรอีก" เวินถิงเยี่ยนลุกขึ้น กำบังเธอจากอาเหวิน
เขาเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนพวกนี้
ตั้งแต่มหาวิทยาลัย เขาเป็นคนพาพวกนี้ฝ่าฟัน พึ่งพาความคิดทางธุรกิจและความสามารถในการบริหารที่ล้ำเลิศ จึงฝ่าฟันมาจนบริษัทยิ่งใหญ่ได้อย่างทุกวันนี้
ดังนั้น เพียงเขาเอื้อนเอ่ย คนอื่นก็ไม่กล้าปริปากใด ๆ
"เจี่ยนจือ" เวินถิงเยี่ยนมองเธอด้วยแววตาสงบนิ่งเช่นเดิม ช่างต่างกับแววตาเป็นประกายในวิดีโอของลั่วอวี่เฉิงลิบลับ "พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาหลายปี ไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่ล้อเล่นกันสนุก ๆ เท่านั้น เห็นแก่ฉัน ให้อภัยพวกเขาเถอะ ฉันจะให้คนขับรถไปส่งเธอกลับดีไหม"
"พี่สะใภ้…" ลั่วอวี่เฉิงยื่นหน้างอเข้ามาข้างกายเวินถิงเยี่ยน "ถ้าคุณจะโกรธจริง ๆ ก็โกรธฉันเถอะ อย่าเมินเฉยอาเยี่ยนเลย พวกเขาเลี้ยงรวมตัวกันเพราะฉันกลับมา…อาเยี่ยน เรียกภรรยาคุณอยู่กินข้าวด้วยกันสิ ฉันจะรินเหล้าขอขมาให้"
เฮอะ นี่มันช่างรินชาได้เลิศรสจริง ๆ
"ขอโทษนะ" เจี่ยนจือมองเวินถิงเยี่ยน ที่ลั่วอวี่เฉิงกล้าพูดแบบนี้ ก็เพราะเขาตามใจทั้งนั้น เธอข่มความขื่นขมในใจไว้สุดกำลัง "ฉันไม่ดื่มเหล้า ยิ่งกว่านั้นก็ไม่ดื่มเหล้ารสชา"
ลั่วอวี่เฉิงทำท่าจะร้องไห้ขึ้นมาทันใด หันไปหาเวินถิงเยี่ยน "อาเยี่ยน เธอกำลังด่าฉันใช่ไหม ฉัน…" แล้วก็ทำเป็นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอย่างยิ่ง "ไม่เป็นไร ๆ พี่สะใภ้เข้าใจฉันผิด พูดต่อว่าฉันบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าตำหนิเธอเลยนะ…"
สีหน้าเวินถิงเยี่ยนเคร่งขรึมลง "เจี่ยนจือ เฉิงเฉิงหวังดีแท้ ๆ เธอจำเป็นต้องปากร้ายเสียดสีขนาดนี้ด้วยหรือ"
หวังดี
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดว่าคำพูดนี้เป็นความหวังดี
เวินถิงเยี่ยนเป็นคนโง่หรือ
ไม่ เขาไม่ได้เป็น เขาแค่เลือกลำเอียงระหว่างถูกกับผิด
ใจเอนเอียงไปข้างไหน ข้างนั้นก็เป็นฝ่ายถูก
เจี่ยนจือมองคนสองคนตรงหน้า และอีกหลายคนเบื้องหลังพวกเขา รู้สึกเพียงว่าตัวเองกับพวกเขาเหมือนมีหุบเหวที่ไม่มีวันข้ามผ่านได้ขวางกั้นอยู่
พวกเขาคือคนที่อยู่ในแนวร่วมเดียวกัน เป็นกลุ่มก้อนที่แน่นแฟ้น ส่วนเธอเป็นแค่คนนอกที่พลัดหลงเข้ามาในโลกของพวกเขา ไม่ เธอไม่เคยแม้แต่จะเบียดเสียดเข้าไปในโลกของพวกเขาเลย ต่อให้ลอยชายอยู่ตรงวงนอก ก็ยังเป็นส่วนเกินอยู่ดี
เธอพยายามกลั้นน้ำตา หัวเราะเบา ๆ "เฮอะ" แล้วหมุนตัวเดินออกไป
เบื้องหลัง เสียงลั่วอวี่เฉิงดังขึ้น "อาเยี่ยน พี่สะใภ้เธอ…"
"ไม่เป็นไร เธอเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย ฉันกลับไปง้อก็หายแล้ว มา ๆ เราไปต่อ ไม่ต้องสนใจเธอ" ลับหลัง เขาหันกลับมามองแผ่นหลังของเจี่ยนจือ แล้วส่งข้อความหาคนขับรถ ให้ไปส่งเธอ
เจี่ยนจืออยากเดินจากไปอย่างสง่างาม มั่นคง น่าเสียดายที่เธอทำไม่ได้ ยิ่งตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เท้าของเธอก็ยิ่งเดินเซมากเท่านั้น
ในยามนี้ ท่วงท่าที่เธอทั้งเก้กังและร้อนรนรีบรุดออกไปเช่นนี้ มันเหมือนกับตอนที่อาเหวินเลียนแบบเธออย่างยิ่งเลยใช่ไหม
พวกเขาคงจะพากันหัวเราะลั่นอีกครั้งหลังจากเธอจากไปแน่ ๆ
เธอเช็ดน้ำตาอย่างแรง เดินเร็วขึ้น และก็เซมากขึ้น…
เมื่อคนขับรถของเวินถิงเยี่ยนวิ่งตามออกมา นอกร้านอาหารก็ไร้ซึ่งเงาของเจี่ยนจือแล้ว
คนขับรถกลับมารายงานให้เวินถิงเยี่ยนทราบ
เวินถิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย โทรหาเจี่ยนจือ แต่เจี่ยนจือไม่รับ และกดตัดสายด้วย พอโทรอีกครั้ง ก็ปิดเครื่องไปแล้ว
อาเหวินเดิมทีก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยิ่งพูดขึ้นว่า "อาเยี่ยน นิสัยแบบนี้ของพี่สะใภ้ ก็มีแต่นายนี่แหละที่ตามใจ ด้วยฐานะ ภาพลักษณ์ของนายตอนนี้ จะแต่งกับใครก็ตาม ใครบ้างจะไม่คอยปรนนิบัติดี ๆ อยู่บ้าน แต่นี่เธอกลับมาทำบึ้งตึงใส่นายอีก นายนี่อารมณ์ดีเกินไปแล้ว"
เวินถิงเยี่ยนนิ่งเงียบไม่ตอบ
คนอื่นก็พลอยช่วยอาเหวินพูด "อาเหวินพูดไม่ผิด นายทุ่มเทเพื่อเธอ เพื่อครอบครัวนี้ของพวกนายตั้งมากมาย ข้างนอกก็ตรากตรำลำบาก เธอไม่เห็นอกเห็นใจแถมคิดเล็กคิดน้อยเรื่องกระจอกแบบนี้ยังทำตึงใส่ นายมันคุ้มแล้วหรือ"
"ใช่แล้ว ที่นายแต่งงานกับเธอได้ ก็นับว่าเป็นบุญคุณล้นฟ้าแล้วนะ ไม่อย่างนั้น ด้วยความที่เธอขาเป๋ ต่อไปใครจะเอาเธออีก ถ้าไม่ใช่นาย เธอก็ได้แต่แต่งกับคนพิการเท่านั้นแหละ"